จี้ขยายผลสอบ ‘นายไซ่’ พบถือหุ้น–เป็นกรรมการหลายบริษัท ส่อพบพิรุธ อาจพัวพัน “จีนเทา”

จากกรณีที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี ได้เชิญนายไซ่ (ขอสงวนชื่อ-สกุลจริง) อายุ 34 ปี ซึ่งเข้ามาพักอาศัยภายในพื้นที่อำเภอเมืองอุดรธานี โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนของรัฐบาลไทย มาให้ถ้อยคำพร้อมบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยมีตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นแล้วไม่พบว่าผิดกฎหมายหรือกระทำผิดใดๆ จึงได้ปล่อยตัวกลับบ้านพักไปนั้น

Advertisement

 

ล่าสุดแหล่งข่าวได้ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า นายไซ่ มีชื่อเป็นกรรมการของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ซึ่งดำเนินกิจกรรมด้านธรณีฟิสิกส์ ธรณีวิทยา รวมถึงงานให้คำปรึกษาที่เกี่ยวข้องแก่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งรับงานสำรวจขุดเจาะสำรวจธรณีวิทยาเกี่ยวกับแร่โพแทช โดยลักษณะงานดังกล่าวจำเป็นต้องมีองค์ความรู้เฉพาะทางด้านธรณีวิทยา ธรณีฟิสิกส์ หรือสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้เกิดข้อสังเกตว่า บริษัทที่เข้ารับงานมีบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ หรือทีมงานด้านเทคนิคที่มีคุณสมบัติเหมาะสมรองรับงานประเภทหรือไม่ รวมถึงนายไซ่ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท มีประสบการณ์หรือความเกี่ยวข้องกับงานด้านดังกล่าวในระดับใด

 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลเบื้องต้นพบว่า บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ประกอบด้วย บริษัท บิลเลี่ยน เอ็กซ์เพรส จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 70 และนายลี่ (ขอสงวนชื่อ-นามสกุล) ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 30

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัท บิลเลี่ยน เอ็กซ์เพรส จำกัด ปรากฎชื่อของนายไซ่ เป็นกรรมการ มีทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท และมีวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนเกี่ยวกับการเข้าร่วมกิจการร่วมค้ากับบุคคลอื่น หรือลงทุนในกิจการค้าในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งนายไซ่ ถือหุ้นร้อยละ 54 และนายรง (ขอสงวนชื่อ-นามสกุล) ถือหุ้นร้อยละ 46 ทำให้เกิดข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างบุคคล และบทบาทของบริษัท บิลเลี่ยน เอ็กซ์เพรส จำกัด ในฐานะบริษัทที่ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด

 

นอกจากนี้ยังพบว่า นายไซ่ และนายรง มีชื่อปรากฏร่วมกันในบริษัทอื่นอีกหลายแห่ง อาทิ บริษัท ไทยซันไรส์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท มีนายรง เป็นกรรมการบริษัท และในโครงสร้างผู้ถือหุ้นปรากฏว่า นายไซ่ ถือหุ้นร้อยละ 10 ขณะที่นายรง ถือหุ้นร้อยละ 90 หรือ บริษัท เฮลิออส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่นายไซ่ มีชื่อถือหุ้น ในสัดส่วนร้อยละ 45 โดยบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2561 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 27 ล้านบาท และภายหลังเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ได้ลดทุนจดทะเบียนลงเหลือ 7 ล้านบาท

 

สำหรับวัตถุประสงค์ของบริษัท เฮลิออส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการซื้อ ขาย เช่า ให้เช่า อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า บริษัทดังกล่าวมีบทบาททางธุรกิจอย่างไร และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลหรือบริษัทอื่นในเครือข่ายเดียวกันหรือไม่ ซึ่งจากการตั้งข้อสังเกตพบว่า นายไซ่ และนายรง ต่างถือหุ้นร่วมกันในหลายบริษัท และมีการสลับถือหุ้นในสัดส่วนที่แตกต่างกันไป

 

นอกจากนี้ยังพบว่า นายไซ่ มีความใกล้ชิดกับนักธุรกิจจีนรายหนึ่ง ซึ่งต้องสงสัยว่าอาจเป็น “จีนเทา” จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การปรากฏมีชื่อถือหุ้นและเป็นกรรมการในหลายบริษัทดังกล่าว เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติของตนเอง หรือมีบุคคลอื่นอยู่เบื้องหลังการจัดโครงสร้างธุรกิจและการถือหุ้นดังกล่าว รวมทั้งมีการดำเนินธุรกิจเพื่อการฟอกเงินด้วยหรือไม่

 

ขณะที่คำถามสำคัญที่ตามมาคือ บริษัทหลายแห่งที่ นายไซ่ และนายรง มีชื่อเป็นกรรมการและถือหุ้นอยู่นั้น อาจเข้าข่ายมาตรการตรวจสอบธุรกิจเสี่ยง “นอมินี” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ที่มีการประกาศเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 หรือไม่ ซึ่งตามหลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด กำหนดให้การขอจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี ต้องส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ของผู้ถือหุ้นคนไทยเพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง นี่จึงเป็นข้อสงสัยที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และ DBD จำเป็นต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ การตรวจสอบการถือสัญชาติของผู้ถือหุ้นอย่างละเอียด โดยแม้ว่าจะได้รับการชี้แจงถึงที่มาของการได้สัญชาติไทย พร้อมแสดงบัตรประชาชน ตามที่นายไซ่ ได้กล่าวอ้างว่าได้รับบัตรประชาชนตั้งแต่อายุ 15 ปี ดังนั้นหลักฐานที่สำคัญที่จะยืนยันว่านายไซ่ เป็นบุคคลสัญชาติไทยจริง คือ ใบสำคัญทหารกองเกิน (สด.9) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่บุคคลชายไทยจะต้องได้รับเมื่ออายุ 17 ปีบริบูรณ์

 

อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากข้อมูลนิติบุคคล และข้อมูลจากแหล่งข่าวเท่านั้น โดยยังไม่อาจสรุปได้อย่างชัดเจนว่าการกระทำของบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือมีลักษณะเป็น “นอมินี” โดยการนำเสนอรายงานพิเศษนี้อยู่บนพื้นฐานของเอกสารข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และพร้อมเปิดโอกาสให้บุคคลหรือบริษัทที่ถูกกล่าวถึงได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน เพื่อให้การเสนอรายงานข่าวเป็นไปอย่างครอบคลุมในทุกมิติ มีความเป็นธรรม และการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นจะมีผลข้อสรุปที่ชัดเจนจากการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐเท่านั้น