นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ดร.กำพล มหานุกูล แนะนำ สื่อมวลชนไทยให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงกรณีเหตุอนาจารบริเวณถนนสีลมซึ่งอาจกระทบกระเทือนความสัมพันธ์และก่อให้เกิดความไม่สบายใจของประชาชนชาวจีน
จากเหตุการณ์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีบุคคลลวนลามนักข่าวหญิงที่กำลังทำหน้าที่รายงานข่าวการจัดงานสงกรานต์ ที่ถนนสีลม กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 เมษายน 2569 และกลายเป็นกระแสข่าวโด่งดังในโซเชียล โดยล่าสุดได้มีโซเชียลจีนเป็นจำนวนมากออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการดังกล่าว เมื่อมีสื่อมวลชนในประเทศไทยนำเสนอข่าวโดยระบุว่า ชายผู้ต้องหาที่กระทำการลวนลามผู้สื่อข่าวหญิงดังกล่าวเป็นชาวจีน
ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับชาวโซเชียลจีนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นความเข้าใจผิด โดยหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวและนำตัวไปดำเนินคดี ซึ่งต่อมาระบุได้ว่าเป็นคนไทยไม่ใช่คนจีนตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ซึ่งจากกรณีที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อสังคมโซเชียลทั้งไทยและจีน จนหลายฝ่ายหวั่นจะกลายเป็นเหตุให้เกิดกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
ล่าสุด ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ออกมา แนะนำ สื่อมวลชนไทยให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงกรณีเหตุอนาจารบริเวณถนนสีลม ซึ่งอาจกระทบกระเทือนความสัมพันธ์และก่อให้เกิดความไม่สบายใจของประชาชนชาวจีน โดยมีแถลงการณ์ระบุความว่า “17 เมษายน 2569แถลงการณ์สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เรื่อง ขอความร่วมมือสื่อมวลชนนำเสนอข้อเท็จจริงและแก้ไขข้อมูลกรณีเหตุอนาจารบริเวณถนนสีลม
ตามที่ปรากฏเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 เมษายน 2569 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ณ บริเวณถนนสีลม กรณีผู้ต้องหาชายก่อเหตุลวนลามผู้สื่อข่าวหญิงชาวไทยขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้เข้าจับกุมและตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาเป็นชาวไทย และได้ดำเนินการฝากขังต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมานั้น
อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน พบว่ามีสื่อโซเซียลมีเดียและสื่อหลักของไทยเผยแพร่ข่าวที่ไม่ตรงกับความจริง และถูกแปลเป็นภาษาจีน รวมถึงเขียนเป็นบทความเผยแพร่ในประเทศจีน ซึ่งก่อให้เกิดกระแสทางลบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีการระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็น “ชาวจีน” ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดเป็นวงกว้างในกลุ่มชาวจีนและนักท่องเที่ยว สร้างความไม่พอใจและกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย รวมถึงความรู้สึกอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ในฐานะองค์กรวิชาชีพที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-จีน จึงมีข้อเรียกร้องและขอความร่วมมือมายังเพื่อนสื่อมวลชน ดังนี้:
การตรวจสอบและนำเสนอความจริง: ขอความร่วมมือสื่อมวลชนทั้งไทยและจีน นำเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้องว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวไทย มิใช่ชาวต่างชาติ ตามหลักฐานและการยืนยันจากพนักงานสอบสวน การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง และสื่อกระแสหลักที่มีความน่าเชื่อถือนำไปเผยแพร่และถูกนำไปแปลข่าวเป็นภาษาจีนทางออนไลน์ ซึ่งข่าวดังกล่าวหลังจากการตรวจสอบพบว่าไมใช่เป็นชาวจีนตามที่นำเสนออันทำให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์และความไม่สบายใจของประชาชนชาวจีนการชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจ: ขอให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงเพื่อลดความขัดแย้ง และเสริมสร้างบรรยากาศที่ดีด้านการท่องเที่ยวและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สมาคมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพลังของสื่อมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญในการผดุงไว้ซึ่งความถูกต้องและความเข้าใจอันดีระหว่างไทยและจีน เพื่อให้มิตรภาพของทั้งสองประเทศยั่งยืนสืบไป”

อย่างไรก็ตาม หลังการแถลงจากสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ปรากฏมีการลบคลิปดังกล่าวออกจากข่าวของสื่อมวลชนในประเทศไทยบางส่วน แต่ยังไม่มีการแก้ไขในส่วนของถ้อยคำที่ปรากฏในข่าวโดยเฉพาะในประเด็นที่มีการระบุว่า ผู้ต้องหาคนดังกล่าวเป็นชาวจีน แม้ว่าจะมีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชัดเจนแล้วว่าเป็นชาวไทย ซึ่งทางสมาคมฯ ได้เน้นย้ำขอความร่วมมมือและอยากให้ให้ทางสื่อที่นำเสนอลบหรือแก้ไขข้อความดังกล่าว รวมทั้งออกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความสบายใจและเป็นสร้างความเข้าใจอันดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับเทศกาลสงกรานต์ในประเทศไทยที่เป็นมรดกโลกและได้รับการรับรองโดยยูเนสโก









