ผู้บริหารบ.อสังหาฯ ควงทนาย “อนันตชัย” บุกยื่นหนังสือถึงรมว.ยุติธรรม หลังถูกดีเอสไออายัดทรัพย์พันลบ.

“ทนายอนันต์ชัย”บุกกระทรวงยุติธรรมยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรี ร้องขอความเป็นธรรม หลังนักธุรกิจอสังหาฯ ถูก ดีเอสไอยึดทรัพย์พันล้านบาท

Advertisement

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชื่อดัง ได้พานายรมย์รวินทร์ ธัญเศรษฐ์กุล กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท เดอะ นิว คอนเซปท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ รมต.ยุติธรรม โดยมีนายสหการณ์ เพ็ชธนรินทร์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับเรื่อง กรณีถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) อายัดทรัพย์สินกว่า 1,200 ล้านบาท และทำให้ธุรกิจได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเรื่องของความน่าเชื่อถือและชื่อเสียง

ผู้บริหาร บริษัท เดอะ นิว คอนเซปท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ระบุว่า “บริษัทมีทุนจดทะเบียน 250,000,000 บาท ได้ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ มาตั้งแต่ ปี 2552 ในปี พ.ศ. 2554 ได้ริเริ่มทำโครงการคอนโดเพื่อการลงทุน โดยการขายห้องชุดให้กับลูกค้า โดยลูกค้าจะได้รับผลตอบแทน 8% ต่อปีในระหว่างก่อสร้าง และได้รับผลตอบแทน 8% ต่อปี นับแต่วันโอนกรรมสิทธิ์ตามระยะเวลาที่ระบุในสัญญา โดยโครงการแรก ชื่อ ”โครงการเดอะ นิวคอนเซปต์ เรสสิเด้นท์ “ ประกอบไปด้วย อาคารพักอาศัย 5 อาคาร และอาคารพาณิชย์อเนกประสงค์ 1 อาคาร ต่อมาก็ได้ขยายโครงการออกไปเป็นโครงการที่ 2 คือ “โครงการพูลวิลล่า” จากนั้นได้ขยายโครงการต่อมาตามลำดับรวม 18 โครงการ โดยระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 5- 6 ปี(ก่อนโรคโควิด 19 ระบาด)

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความชื่อดัง

บริษัทฯได้ดำเนินการก่อสร้างห้องชุดแล้วเสร็จ 100 % และโอนให้แก่ลูกค้าแล้วจำนวน 7 โครงการ มากกว่า 500 ห้อง ,โครงการที่ก่อสร้างเสร็จมากกว่า 50 % จำนวน 4 โครงการ และโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง จำนวน 7 โครงการ ซึ่งบริษัทฯได้นำห้องชุดที่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าดังกล่าวไปให้เช่าและจ่ายผลตอบแทน 8 % ให้ลูกค้าได้ตามสัญญาจริง โดยมีผลประกอบการที่ชัดเจน และบริษัทฯได้ส่งงบการเงินต่อกรมสรรพากรแสดงต่อสาธารณะ

ต่อมา ปี พ.ศ. 2563 เกิดการระบาดของโรคโควิด – 9 ไปทั่วโลก รัฐบาลประกาศปิดประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้บริษัทฯ ขาดสภาพคล่องไม่สามารถขายโครงการได้ บริษัทฯได้พยายามแก้ไขสถานการณ์โดยได้รับเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารออมสิน มาประคองกิจการ นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาร่วมทุนกับบริษัทอื่นอีก 2 บริษัท โดยคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติภายในปี 2565

นายรมย์รวินทร์ ธัญเศรษฐ์กุล กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท เดอะ นิว คอนเซปท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า มีลูกค้าบางรายที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน 8 % ตามสัญญาเนื่องจากบริษัทฯ ขาดสภาพคล่องได้นำคดีไปฟ้องที่ศาลแขวงเชียงใหม่ว่า บริษัทฯฉ้อโกง ซึ่งศาลพิพากษาว่า เป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง บริษัทฯไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง และพิพากษายกฟ้อง ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.6343/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อ.2381/2564 ของศาลแขวงเชียงใหม่ หลังจากนั้น มีลูกค้า ประมาณ 80 กว่ารายไปร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ได้รับคำร้องทุกข์ไว้ตามคดีพิเศษที่ 244/2565 แต่ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่บริษัทฯ คดีอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนว่า มีมูลความผิดทางอาญาตามมาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 หรือไม่

โดยบริษัทฯ เชื่อมั่นในความสุจริตว่า การประกอบธุรกิจของบริษัทฯ ไม่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 เพราะบริษัทฯไม่ได้นำเงินจากลูกค้ามาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ลูกค้า และการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตรา 8 % ต่อปี ตามสัญญาให้แก่ลูกค้านั้นก็เป็นเงินที่มาจากผลประกอบการของบริษัทฯ ดังนั้น การที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของบริษัทโดยมิได้ทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อทราบรายละเอียดแห่งความผิดและข้อเท็จจริงให้รอบด้านโดยชอบย่อมทำให้บริษัทฯได้รับความเสียหายและส่งผลกระทบต่อลูกค้า

นายอนันต์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อตรวจสอบกระบวนการทำงานดังกล่าวของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI แล้ว จึงต้องมายื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรม ถึง รมว.ยุติธรรม ให้ตรวจสอบการทำงานของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า เป็นไปตามขั้นตอน การสืบสวนและสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(10),(11) หรือไม่ ? เพราะหากพนักงานสอบสวนได้พิจารณารายละเอียดแห่งความผิดและข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานทั้งหมด ยังต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมจากฝ่ายบริษัทและต้องดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาให้รับทราบตามขั้นตอน นอกจากนี้ยังเตรียมยื่นคำพิพากษาศาลแขวงเชียงใหม่ เพื่อประกอบคำร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงานครั้งนี้ ว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดสถานใด เพื่อให้แต่ละฝ่ายได้รับความเป็นธรรมถึงที่สุด