เตรียมงัดเงินภาษีรอเลย? ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้องของกระทรวงคมนาคม –การรถไฟขอให้รื้อคดี “โฮปเวลล์” ทำให้รัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าโง่กว่า 2.4 หมื่นล้านบาท ปิดตำนานมหากาพย์ยุคเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย
จากมหากาพย์คดี “โฮปเวลล์” โครงการถนนและทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2533 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และมี นายมนตรี พงษ์พานิช เป็น รมว.คมนาคม โดยมีการเปิดประมูลก่อสร้างทางยกระดับ เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร ซึ่งผู้ชนะการประมูลโครงการนี้คือ ‘กอร์ดอน วู’ ประธานบริหารโฮปเวลล์ โฮลดิ้ง ยักษ์ใหญ่แห่งวงการก่อสร้างฮ่องกง
ล่าสุดศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยืนตาม คำสั่งศาลปกครองกลาง ไม่รับคำร้องของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กรณีขอให้รื้อคดี ที่ อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องคืนค่าตอบแทนที่บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ชำระและใช้เงินในการก่อสร้างโครงการ พร้อมดอกเบี้ยราว 2.4 หมื่นล้านบาท ให้กับบริษัทโฮปเวลล์ฯ เป็นผลให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด ที่จะต้องจ่ายให้กับ บริษัทโฮปเวลล์ เป็นจำนวนเงินกว่า 2.4 หมี่นล้านบาท
ซึ่งในสัญญาโครงการดังกล่าวมีการตั้งข้อสังเกตุถึงความเสียเปรียบระหว่างรัฐบาลและเอกชน นั่นคือ การปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุนให้บอกเลิกสัญญาได้ แต่ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถบอกเลิกสัญญาได้

โดยศาลปกครองสูงสุด ได้ให้เหตุผลในการพิจารณาไม่รับคำร้องของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ขอให้รื้อคดี ที่ อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด ว่า “ผู้ร้องทั้งสองได้มีคำร้องยื่นต่อศาลปกครองกลางขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าศาลปกครองสูงสุดรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด และมีพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า
ประเด็นที่ผู้ร้องทั้งสองโต้แย้ง เกี่ยวกับระยะเวลาการใช้สิทธิเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ การเลิกกัน ของสัญญาพิพาท และการกลับคืนสู่ฐานะเดิมของผู้ร้องทั้งสอง และผู้คัดค้านมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลยพินิจในการพิพากษาคดีและผลของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และที่ผู้ร้องทั้งสองโต้แย้งเรื่องความสามารถของผู้คัดค้านในขณะเข้าทำสัญญานั้น
เป็นประเด็นที่ผู้ร้องมิเคยโต้แย้งมาก่อนทั้งในศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องทั้งสองไม่ทราบถึงเหตุนั้นในการพิจารณา จึงถือมิได้ว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ อันมีผลทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
และประการสุดท้าย การที่ผู้ร้องอ้างว่ามีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 143/2562 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน “กรณีโฮปเวลล์” ลงวันที่ 20 มิ.ย. 2562 ซึ่งเอกสารฉบับดังกล่าวผู้ร้องก็มิได้แสดงต่อศาลแต่อย่างใด









