นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน
ทั้งนี้ ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 164,087 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,505 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,502 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 3 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 21 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 5 เรื่องในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 1 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 3 ได้แก่
อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง การใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน เสี่ยงตาเขเข้าเฉียบพลัน
อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ให้อาหารสุนัขหรือแมวจรจัด ถือเป็นเจ้าของทันที
อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง จ.บุรีรัมย์ สามารถเติมน้ำมันได้ไม่จำกัด
อันดับที่ 4 ข่าวบิดเบือน เรื่อง ไข่แดงผสมปิโตรเลียมเจลลี่ และมะนาว มาสก์หน้าช่วยให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ และลดริ้วรอย
อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน เรื่อง นายทุนไทยสามารถนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นกัมพูชาได้
อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง เพจ พัฒนาการงาน ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับสมัครพนักงานแพ็กของ รายได้ขั้นต่ำ 4,500 บาทต่อเดือน
อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเพจเฟซบุ๊กสำหรับให้บริการออมทอง
สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “การใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน เสี่ยงตาเขเข้าเฉียบพลัน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ภาวะ Acute Acquired Comitant Esotropia หรือ “ตาเขเข้าเฉียบพลัน” มักพบเพิ่มขึ้นในเด็กและวัยรุ่นที่ใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการจ้องหน้าจอในระยะใกล้มากที่น้อยกว่า 30 ซม. ซึ่งงานวิจัยในปัจจุบันระบุเพียงว่า การใช้หน้าจอใกล้เป็นเวลานานอาจเป็นปัจจัยเสี่ยง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า เป็นสาเหตุโดยตรงของโรค









