ม.44 เปิดทางกัญชารักษาโรค“บิ๊กจิน”แทงกั๊กรอผลการศึกษา

รองนายกฯ ยังไม่ฟันธง ใช้ม.44 เปิดทางนำกัญชามาทำเป็นยารักษาโรค ย้ำยังมีอีกหลายขั้นตอน รวมถึงผลการศึกษาวิจัยและข้อมูลจากต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงแนวทางในการควบคุม

Advertisement

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะทำงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เสนอให้ คสช. ใช้มาตรา 44 ให้สามารถนำกัญชามาวิจัยทางการแพทย์ได้ ว่า เรื่องความชัดเจนที่จะให้พืชคือ กัญชามาใช้ศึกษาวิจัยเพื่อให้มีความชัดเจนว่า อำนาจหน้าที่ ขั้นตอน และกระบวนการเป็นอย่างไรนั้น ก็ได้มีการการพูดกันว่าอยากให้มีการเร่งรัดการศึกษากัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยที่ประชุม สนช. ได้มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว ในวันนั้นได้ชี้แจงและรับข้อเสนอดังกล่าว เพื่อมาพูดคุยกับ ป.ป.ส. และกระทรวงสาธารณสุข ในการศึกษา

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี

โดยได้ให้การบ้านคณะทำงาน ป.ป.ส. 2 ประเด็น 1. การวิจัยที่หลายประเทศทำ ว่ามีรายละเอียดการวิจัย ผลการวิจัย และงานวิจัยเป็นอย่างไรบ้าง โดยให้ขอเป็นตารางเปรียบเทียบ และ 2. กรณีที่มีการปลูกกัญชา แล้วนำไปสกัดเพื่อการรักษา ขอทราบรายละเอียดในการควบคุมว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยขณะนี้คณะทำงาน ป.ป.ส. ได้รับฟังความคิดเห็น และศึกษา โดยได้มีการทำกรอบเวลาไว้แล้ว แต่รายละเอียดยังไม่เสร็จ ตนได้สั่งการไปว่า ขอให้เสร็จในต้นเดือน ต.ค. เพื่อทำการศึกษาว่าความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะนำกัญชามาทำวิจัยทางการแพทย์ กับกระบวนการและการควบคุมเป็นอย่างไร

ในส่วนการที่เสนอใช้ ม.44 คณะทำงาน ป.ป.ส. และกระทรวงยุติธรรมไม่ได้มีการพูดถึง ข้อเสนอดังกล่าวอาจเป็นข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธหรือตอบรับ  ซึ่งที่หลายฝ่ายเสนอใช้ ม.44 ก็คงอยากให้ใช้โอกาสในเรื่องนี้ เพื่อนำกัญชามาใช้ประโยชน์โดยเร็ว ซึ่งกฎหมายฉบับเก่าเปิดทางให้อยู่แล้ว ข้าใจว่าทุกคนอยากเห็นประโยชน์ ไม่ได้ทิ้ง ไม่ได้ปฏิเสธ กำลังทำงานอยู่ และภายในเดือน ต.ค. จะเห็นกรอบแนวทางการดำเนินการออกมา และอย่าไปบอกว่าไม่จำเป็น ว่าจะให้มาตรา 44 เพราะเป็นความเห็น อย่าไปคิดว่าเสนอแล้วเป็นเรื่องผิดหรือถูกก็รับฟัง โดยขณะนี้กำลังขอข้อมูลเพิ่มเติมจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนนาดา และอีกหลายประเทศยุโรปที่ทำเรื่องนี้ ซึ่งถ้าจบตรงนี้จะเห็นความชัดเจน ในเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลและกระบวนการที่ใช้ในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยอาจมีบริบทอาจจะแตกต่างกว่าประเทศอื่น ก็ต้องมาวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่า ในประเทศไทยจะควบคุมได้อย่างไร”