ปตท.-บีไอจี ต่อยอดความสำเร็จโครงการโรงแยกอากาศจาก LNG ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เสริมแกร่งอุตสาหกรรม-ลดคาร์บอน
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย เดินหน้าโครงการโรงแยกอากาศ MAP2 พร้อมจัดพิธีวางศิลาฤกษ์โรงแยกอากาศด้วยเทคโนโลยีแลกเปลี่ยนความเย็นจาก LNG เพื่อผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในนาม บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง

โครงการ MAP2 เป็นโรงแยกอากาศ (Air Separation Unit: ASU) ที่ใช้พลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) แห่งที่ 2 ของประเทศไทย มีเป้าหมายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซอุตสาหกรรมที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมไทยที่มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน มูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน รวมสูงสุดถึง 450,000 ตันต่อปี ตอบสนองความต้องการใช้ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการแยกอากาศรูปแบบเดิม ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของประเทศไทยภายในปี 2050

ทั้งนี้ โครงการโรงแยกอากาศ MAP1 ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2564 ได้พิสูจน์ความสำเร็จของการนำพลังงานความเย็นจาก LNG มาใช้ โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยกว่า 100,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือคิดเป็นการลดการปล่อยสะสมกว่า 3.7 แสนตัน สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวในการยกระดับอุตสาหกรรมสู่การเติบโตคาร์บอนต่ำ และเป็นต้นแบบสำคัญในการต่อยอดสู่โครงการ MAP2

คุณอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี กล่าวว่า “โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งบีไอจีและ ปตท. ในการนำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG มาต่อยอดสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย ผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยบีไอจีให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพื่อช่วยลูกค้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า โครงการโรงแยกอากาศที่ใช้พลังงานความเย็นจาก LNG แห่งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกลยุทธ์ Generating a Cleaner Future และตอกย้ำความร่วมมือระยะยาวระหว่างบีไอจีกับปตท. ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน”
ปตท. และ บีไอจี เชื่อมั่นว่า โครงการโรงแยกอากาศ MAP2 จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุลในระยะยาวในเวทีโลก









