บล.เอเซีย พลัส ชี้หุ้นโลกทำนิวไฮรับความหวังดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน เตือนบอนด์ยีลด์ไทยพุ่งรับ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน

บล.เอเซีย พลัส ชี้หุ้นโลกทำนิวไฮรับความหวังดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน เตือนบอนด์ยีลด์ไทยพุ่งรับ พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน ชูกลยุทธ์ลุยหุ้นเปิดเมือง WHA-MTC-CPN นำทีม

Advertisement

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงมีแรงส่งเชิงบวก นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ดัชนี DOW JONES ปรับตัวบวก 0.55% ปิดทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) รวมถึงตลาดหุ้นเอเชียอย่างญี่ปุ่นที่พุ่งขึ้นถึง 2.0%

ปัจจัยหนุนหลักมาจากความคาดหวังเชิงบวกว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้จะบรรลุข้อตกลงได้ แม้จะยังมีอุปสรรคสำคัญเรื่องการเก็บยูเรเนียมและการเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ แต่อิหร่านระบุว่าข้อเสนอล่าสุดจากสหรัฐฯ ช่วยลดช่องว่างระหว่างกันได้บางส่วน สถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลายนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกที่เคยผันผวนรุนแรง ทยอยปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดที่ 118 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลงมาอยู่ที่ระดับ 102.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและไม่เห็นสัญญาณชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานล่าสุดอยู่ที่ 209,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สาเหตุหลักมาจากการเข้ามาของ AI ที่เปลี่ยนโครงสร้างความต้องการแรงงาน ทำให้มีการจ้างงานในสายเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้น

เตือนบอนด์ยีลด์ไทยพุ่งรับ พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน – กดดันหุ้นกลุ่ม Growth สำหรับทิศทางในประเทศ สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของไทยที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น โดยปัจจุบัน Bond Yield 10 ปี อยู่ที่ระดับ 2.41% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% เพียง 1.41% – 1.45% (ในอดีตช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2022 Bond Yield เคยพุ่งทะลุไปถึง 3.4%) ฝ่ายวิจัยประเมินว่า Bond Yield ไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกจาก 4 สาเหตุหลัก ได้แก่:
1.ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จะดันให้เงินเฟ้อขยับสูงขึ้นในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า

2.ปัจจัยภายนอกยังคงกดดันราคาหน้าตั๋วของตราสารหนี้ แม้ ธปท. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ก็ตาม

3.ช่องว่างระหว่าง Bond Yield ปัจจุบันและจุดสูงสุดในอดีตยังเปิดกว้าง

4.การออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล จะเป็นการเพิ่มปริมาณ (Supply) ตราสารหนี้เข้าสู่ระบบ ทำให้ราคาพันธบัตรลดลงและดันให้ Bond Yield ขยับสูงขึ้นโดยปริยาย

ตามทฤษฎีการลงทุน ภาวะที่ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบเชิงลบและกดดันให้หุ้นกลุ่มเติบโตสูง (Growth Stocks) หรือกลุ่มเทคโนโลยี ถูกเทขายทำกำไรออกมาก่อน

กลยุทธ์การลงทุน: ฟันด์โฟลว์ย้ายซบกลุ่ม Reopening ชู WHA-MTC-CPN บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนว่า เม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) จะย้ายเข้าไปหลบภัยใน “หุ้นกลุ่มเปิดเมือง” (Reopening) ที่ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคและการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงรับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นเปิดเมืองทั่วโลกเริ่มปรับตัวขึ้นโดดเด่น เช่น กลุ่มรองเท้า (+7%), สินค้าหรูหรา (+5%) และสายการบิน (+4%) สอดคล้องกับตลาดหุ้นไทยที่หุ้นกลุ่มเปิดเมืองเริ่มมีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่น (เช่น TIDLOR +10%, GLOBAL +5.7%, AMATA +5.2%) ฝ่ายวิจัยแนะนำให้ ทยอยสะสมหุ้นรับ Sentiment สงครามผ่อนคลาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:

1.หุ้นที่อิงต้นทุนพลังงานลดลง: GULF, BGRIM, GPSC, CBG, DOHOME, GLOBAL, SCGP, SJWD และ BA

2.หุ้นที่อิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อ: MINT, CENTEL, ERW, BDMS, BH, TIDLOR และ MTC
โดยกำหนดให้หุ้น WHA, MTC และ CPN เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำกลับมาจับตา กลุ่มสินค้าหรูหรา (Luxury) หลังตัวเลขจีนนำเข้ากระเป๋าหนังจากยุโรปพุ่งขึ้นถึง 25% YoY ในเดือน เม.ย. ซึ่งจะเป็นบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 2 แนะนำลงทุนผ่าน DR: LVMH01 และ HERMES80 นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory) กำลังปรับตัวขึ้นแรง (เช่น SK Hynix +11%, Sandisk +11%) รับอานิสงส์ยอดส่งออกเกาหลีใต้ 20 วันแรกของเดือน พ.ค. ที่เติบโตถึง 65% YoY โดยเฉพาะกลุ่มชิปที่โตทะยาน 202% YoY ผสานกับความต้องการใช้ชิปหน่วยความจำมหาศาลใน GPU รุ่นใหม่ VERA RUBIN ของ NVIDIA)