บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยจะเป็นเป้าหมายการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ หลังเกิดภาวะตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐฯ มองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยระยะ 12 เดือนข้างหน้าที่ 1,401 จุด เปิดปัจจัยหนุนหุ้นไทยไปต่อจากเงินไหลเข้าหวังทำกำไร 3 ต่อ ทั้งกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น โอกาสรับเงินปันผล และส่วนต่างค่าเงินที่แข็งค่า โดย “กลุ่มธนาคาร” เป็นกลุ่มที่มีโอกาสสร้างกำไร 3 ต่อ แนะนำ KBANK , TTB และหุ้นปันผลสูง BA, SPRC และ THANI ยังมีโอกาสในการลงทุน มองภาพรวมการลงทุนทั่วโลก หุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสไปต่อ แต่ด้วย Valuation ที่เริ่มตึงตัว ตลาดจะหันไปให้น้ำหนักกับการเติบโตของกำไรบริษัทเข้มข้นขึ้น จึงควรเน้นลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์ (NVDA80, GOOG80) พร้อมกับกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มคุณค่า (ESTEE80, MS06, ASML01, SPHLTH80) และตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เหตุความเสื่อมค่าของดอลลาร์สหรัฐ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กระจายวงกว้าง ยังเอื้อให้ทองคำมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ โดย KTX ประเมินเป้าหมายราคาทองคำแตะ 5,109 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในระยะยาว
วันที่ 14 มกราคม 2569 นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ประเมินภาวะการตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยสร้างกำไร 3 ต่อ ทั้งปันผลสูง กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไปแตะระดับ 1,401 จุดในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ตลาดพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกลดการถือครองในฐานะทุนสำรอง บีบให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูง จนเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของรัฐบาล และต้องหันมาระดมทุนผ่านแหล่งเงินทุนระยะสั้น อันเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องชั่วคราวผ่านระบบ REPO ควบคู่กับการอัดฉีดสภาพคล่องถาวรผ่านการขยายงบดุล (QE) อีกครั้ง ปัจจัยนี้จะสนับสนุนให้ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2) ของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งยังคงช่วยขับเคลื่อนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้ทะยานขึ้น แม้อยู่ท่ามกลางความผันผวนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มกระจายวงกว้าง KTX ประเมินว่า ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ดัชนีดอลลาร์เสื่อมค่าลงสู่ระดับ 97.7 จุดในปี 2026 และผลักดันให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่เป้าหมาย 4,697 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาสแรกของปี 2026 และ 5,109 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่องมาที่ 30.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น จะสนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดการเงินไทย โดยเริ่มเห็นเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเริ่มเข้าสู่จุดนิ่ง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับเป็นขาขึ้น จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เม็ดเงินลงทุนย้ายเข้าสู่ “ตลาดหุ้นไทย” เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่น่าจูงใจกว่า โดยมี “กลุ่มธนาคาร” เป็นเป้าหมายหลัก ด้วยมีความพร้อมที่จะสร้างโอกาสทำกำไร 3 ต่อให้กับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากการมีสภาพคล่องล้น ขณะที่ฐานะเงินกองทุน (CE Tier 1) อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เอื้อต่อการบริหารจัดการทุนเชิงรุก ทั้งการเพิ่มอัตราปันผลจ่าย (รวมถึงการซื้อหุ้นคืน) ซึ่งจะช่วยหนุนอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อันจะนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (Re-rating Valuation) และท้ายที่สุดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ หุ้นเด่นน่าจับตาได้แก่ KBANK และ TTB
นอกจากนี้ KTX ยังมองเห็นโอกาสการลงทุนในหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนปันผลสูง อย่าง BA, SPRC และ THANI รวมไปถึงหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปรับลดต้นทุนทางการเงิน ตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วงก่อนหน้า ได้แก่ GULF, BCPG, EGCO และ LH
ด้านนายวรัท บางเจริญพรพงค์ นักกลยุทธ์การลงทุนตลาดต่างประเทศ KTX กล่าวว่ายังคงเล็งเห็นถึงโอกาสของการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่แรงขับเคลื่อนหลักกำลังเคลื่อนย้ายจากการขยายตัวของการประเมินมูลค่า (Valuation) ไปสู่การเติบโตของกำไรบริษัท เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 มีระดับ Valuation ค่อนข้างตึงตัว ขณะที่นโยบายการเงินอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงันชั่วคราว เนื่องด้วยอยู่ระหว่างรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ ในขณะที่ธีมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ และกำไร แต่เริ่มเห็นความแตกต่างด้านคุณภาพกำไร จากภาระการลงทุน และค่าเสื่อมราคา เป็นเหตุให้การลงทุนในปี 2026 นักลงทุนควรมุ่งให้ความสำคัญไปที่การคัดเลือกหุ้นรายตัวมากขึ้น (NVDA80, GOOG80) พร้อมกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปยังกลุ่มคุณค่า (Value) (ESTEE80, MS06, ASML01, SPHLTH80) และภูมิภาคอื่นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (NIKKEI80, กองทุนรวม SCBKEQT, SCBSEMI (A), KT-JAPAN-ALL) ขณะที่ตลาดจีน มีโอกาสเก็งกำไรตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แม้เศรษฐกิจยังไม่ส่งสัญญาณการฟื้นตัว
#กรุงไทยเอ็กซ์สปริง #หุ้นไทย #ตลาดเงินสหรัฐฯ #KBANK #TTB #หุ้นปันผล #ข่าววันนี้









