กมธ.เศรษฐกิจรับลูกเร่งปรับกฎหมายแข่งขันการค้า สกัดผูกขาดแพลตฟอร์มค้าออนไลน์ ย้ำผู้บริโภคต้องเลือกขนส่งเองได้ ด้านสำนักงาน กขค.เปรย ร่างฯการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นการผูกขาด ทันใช้ปีนี้แน่นอน ส่วน ETDA ระบุกฎหมายใหม่ที่แพลตฟอร์มต้องเปิดให้เลือกขนส่งได้ ต้องพิจารณาเชิงนโยบายให้รอบด้านก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่การเติบโตนี้กลับทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อ ความเป็นธรรมทางการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ เข้ามาครอบครองตลาดไทยในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และผู้ค้ารายย่อย ประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำ และถูกกีดกันทางการแข่งขัน โดยเฉพาะเรื่องของการบังคับให้เลือกใช้บริการขนส่งสินค้าเฉพาะของแต่ละแพลตฟอร์ม และอาจกลายเป็นการผูกขาดทางการค้า ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ประกอบการร้านค้า และผู้ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม
ซึ่งในธุรกิจค้าออนไลน์ที่ในปัจจุบันคงต้องยอมรับว่า คนไทยได้ให้ความสำคัญกับการซื้อ-ขายของออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก และการประกอบธุรกิจของเหล่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไม่ได้มีแค่ส่วนที่เป็น E-Marketplace หรือเชลฟ์สินค้าดิจิทัล ที่ผู้บริโภคสามารถเข้ามาเลือกซื้อสินค้าได้ตามสะดวกเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่เชื่อมกันเป็น Ecosystem ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระเงิน, สินเชื่อ, Pay Later และบริการขนส่ง เรียกได้ว่าทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

แม้ว่าการมีบริการทุกอย่างจะส่งผลดีกับแพลตฟอร์ม ในแง่ของการบริหารจัดการหลังบ้าน แต่ก็เป็นช่องทางที่ก่อให้เกิดคำถามตามมาที่ว่า แพลตฟอร์มกำลังใช้ประโยชน์จากการรวมศูนย์ มาสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน และมีสิทธิขาดในการตัดสินใจหลายๆ เรื่อง เช่น การขึ้นค่าธรรมเนียมการขายปีละมากกว่า 2-3 ครั้ง และการที่ผู้ซื้อกับผู้ขายไม่มีสิทธิเลือกผู้ให้บริการขนส่งด้วยตนเอง ใช่หรือไม่?
และโดยเฉพาะในเรื่องที่ผู้ค้าออนไลน์ และผู้บริโภค ไม่สามารถจะเลือกขนส่งได้เอง ต้องปล่อยให้เป็นไปตามบังคับของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งก็กลายเป็นคำถามตามมาถึง การเอารัดเอาเปรียบ อาจก่อให้เกิด “ความไม่เป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค” รวมไปถึงการผูกขาดทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่? เพราะทั้งผู้ค้าออนไลน์ และผู้บริโภค อาจต้องแบกทั้งบริการที่ไม่ได้คุณภาพ และราคา ที่ถูกกำหนดรวมไว้แล้วในราคาสินค้า ที่จะกลายมาเป็นต้นทุน และราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นโดนควบคุมได้ยาก
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้เร่งพิจารณาการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ซึ่งผ่านการรับหลักการแล้ว เพื่อสร้างกลไกกำกับดูแลใหม่ ลดปัญหาการผูกขาด และแก้ไขความไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากจากผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากแพลตฟอร์มต่างชาติ ปัจจุบันเนื่องจากการค้าขายต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลมาก ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ ถูกเอาเปรียบ เช่น ผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับผลกระทบ และผู้ค้าขายที่อยู่บนแพลตฟอร์ม วาระหลักที่เราพิจารณาคือ แพลตฟอร์มปิดกั้น บังคับให้ร้านค้าไม่สามารถเลือกผู้ขนส่งได้ ลูกค้าไม่สามารถเลือกผู้ขนส่งได้ ผลกระทบทำให้ร้านค้าต่างๆต้นทุนสูงขึ้น ลูกค้าต้นทุนสูงขึ้น แต่การบริการแย่ลง ขณะเดียวกันผู้ประกอบธุรกิจขนส่งที่ไม่ได้ถูกให้เลือกเข้าถึงจำนวน ออเดอร์น้อยลง เพราะแพลตฟอร์มเลือกผู้ขนส่งที่มีความเกี่ยวข้องหรือผลประโยชน์มากกว่า ผลกระทบที่เกี่ยวข้อง เช่น ไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจรายได้ลดลงจาก 3 หมื่นล้านเหลือ 2 หมื่นล้านปีที่แล้ว ขาดทุน 100 กว่าล้านบาท สวนทางกับแพลตฟอร์มเติบโต ธุรกิจขนส่งเพิ่มขึ้น แต่ทำไมไปรษณีย์ไทยขาดทุน นี่เป็นตัวอย่างของภาคขนส่ง ยังมีอีกหลายรายที่เจอเพราะไม่สามารถเข้าถึงออเดอร์ได้ แพลตฟอร์มเลือกผู้ขนส่งเอง ร้านค้า และลูกค้าเลือกไม่ได้

โดยคณะกรรมาธิการจะนำข้อร้องเรียนมาจะนำไปทำตอบใน 3 เรื่อง 1.ประเด็นการผูกขาดขนส่ง โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ ETDA ,สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า(สำนักงาน กขค.) และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มาหารือกันว่า จะทำอย่างไรได้บ้างเช่นการผูกขาดธุรกิจขนส่ง ETDAและสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าต้องไปกำกับให้เปิดกว้าง โดยETDAเคยขอความร่วมมือไปตั้งแต่ต้นปี แต่วันนี้ยังไม่บังคับใช้ ดังนั้นต้องไปติดตามการบังคับใช้ให้เกิดผลเร็ววัน ถ้าไม่ทำจะมีบทลงโทษอย่างไร เพื่อให้ร้านค้า และลูกค้าสามารถเลือกผู้ขนส่งได้อย่างเสรี 2.การกำกับราคา ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ทำอย่างไรไม่ให้แพงกระทบต่อผู้บริโภค 3.ติดตามร่างที่ETDA และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าที่กำลังดำเนินการจัดทำอยู่เพื่อกำกับแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะมาตรการบทลงโทษผู้กระทำผิดหรือฝ่าฝืนเพราะหากประกาศมีผลบังคับใช้แต่บทลงโทษให้เสียค่าปรับน้อยแพลตฟอร์มรายใหญ่อาจจะยอมโดนเสียค่าปรับ โดยทั้งหมดคณะกรรมการธิการจะติดตามผลจาก ETDA ,สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า และกระทรวงพาณิชย์ว่าจะดำเนินการอย่างไร” ประธาน กมธ. ฯ กล่าว
ด้านคุณคุณัชญ์ เฉลยกุล ตัวแทนผู้ประกอบการที่ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ระบุว่า ที่ผ่านมาเคยมีการส่งเรื่องร้องเรียนไป 18 ครั้งไปยังแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู้ค้า เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ จากประเด็นเรื่องการขนส่ง ทั้งคุณภาพ และบริการ รวมถึงที่เป็นข้อเสนอแนะจากลูกค้าเอง ซึ่งทุกคำตอบที่ตอบกลับมาจากแพลตฟอร์ม ระบุว่า ไม่สามารถเปลี่ยนผู้ขนส่งได้ และผู้ให้บริการขนส่งรายนี้ได้พัฒนาการให้บริการแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็ยังประสบกับปัญหาเดิมๆ เช่น รับสินค้าล่าช้า ,ส่งสินค้าล่าช้า ,สินค้าไปถึงมือลูกค้าช้า หรือมีบริการไม่ดีไม่สุภาพ, ไม่ยอมมาส่งของ, ไม่โทรหา ซึ่งลูกค้าก็มีหลักฐานชัดเจน ซึ่งทางร้านค้าออนไลน์ก็ไม่สามารถที่จะหาทางออกในเรื่องนี้ได้เพราะยังคงต้องพึ่งพากับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการขายสินค้าอยู่ และจำใจที่จะต้องแบกรับกับต้นทุนการขนส่งที่ไม่สามารถกำหนดเองได้
อย่างไรก็ตาม คงต้องฝากเรื่องนี้เอาไว้ให้ทางคณะกรรมาธิการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยเหลือในประเด็นลดการผูกขาดของแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะในเรื่องของการบังคับให้ต้องใช้ผู้ประกอบการขนส่งเฉพาะ และอยากให้มีการเปิดเสรีสำหรับภาคการขนส่งการค้าขายในผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะเลือกผู้ประกอบการขนส่งเองได้ โดยไม่ต้องผ่านร้านค้าออนไลน์ หรือให้ร้านค้าออนไลน์สามารถเลือกผู้ขนส่งให้ตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยลดการผูกขาด และเป็นการเปิดเสรีอย่างเป็นธรรมให้กับทั้งผู้ค้าออนไลน์ และผู้บริโภคด้วย ซึ่งก็อยากให้ผลักดันเป็นกฏหมายเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในเร็ววัน”กล่าว

ดังนั้น “ร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า” จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการเข้ามาควบคุมให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาด ในทางการค้าหรือการค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่การค้าเสรีทั้งในส่วนของค้าออนไลน์ และธุรกิจขนส่งของประเทศอีกด้วย ฉะนั้นคนไทยคงต้องรอลุ้นว่า การผลักดันกฏหมายดังกล่าวจะชัดเจนเป็นรูปธรรมได้เร็วมากน้อยเพียงใด ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์แก่ธุรกิจค้าออนไลน์ของไทย และธุรกิจขนส่งของไทย และสุดท้ายจะเป็นประโยชน์เต็มๆ กับผู้บริโภค ที่ไม่ต้องทนแบกรับการเอารัดเอาเปรียบแบบมัดมือชกเกี่ยวกับการค้าขายออนไลน์ และธุรกิจขนส่งอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดในการออกกฎหมายฉบับใหม่ภายใต้ พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. 2565 (กฎหมาย DPS) เพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซให้ครอบคลุมมทุกมิติมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการบังคับให้แพลตฟอร์มต้องมีตัวเลือกผู้ให้บริการขนส่งอย่างน้อย 3-5 ราย เพื่อให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายมีสิทธิเลือกอย่างเสรี ซึ่งระบุว่ากฏหมายฉบับใหม่อาจต้องพิจารณาเชิงนโยบายให้รอบด้านก่อนจะตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง
และตอนนี้เอ็ตด้าอยู่ระหว่างศึกษาการกำกับดูแลค่าจีพี (GP) ตามที่ได้รับมอบหมายจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อประเมินความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการใช้อำนาจกำกับดูแล โดยจำเป็นต้องพิจารณาใน 2 มิติหลัก คือ 1.ตรวจสอบว่า คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้การกำกับของเอ็ตด้า มีอำนาจทางกฎหมายเพียงพอในการกำหนดค่าจีพีหรือไม่ และ 2. คือ การประเมินบทบาทของ กขค. ว่าจะสามารถใช้อำนาจกำกับดูแลในกรณีนี้ได้หรือไม่
“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดเชิงลึกของสถานการณ์ทั้งหมด เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการประสานนัดหมายหารือกับเอ็ตด้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถหารือได้อย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินสัปดาห์หน้า และหากสามารถสรุปภาพรวมได้อย่างครบถ้วนแล้ว ก็จะนำไปสู่การผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้ในที่สุด“ ดร.ชัยชนะ กล่าว

ในอีกมิติหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าในระบบแพลตฟอร์ม ผศ.ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้เปิดเผยความคืบหน้าของ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce) ว่า ขณะนี้ กขค. ยังคงเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างประกาศมีความรอบด้าน ทันสมัย และตอบโจทย์การแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยล่าสุด ตัวแทนจากสมาคมกฎหมายอเมริกัน (American Bar Association) ได้ประสานขอส่งความเห็นเพิ่มเติม ซึ่งสำนักงานยืนยันว่า จะเปิดรับข้อมูลจากทุกฝ่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับแนวทางสากล
“มีบางสมาคมและบางแพลตฟอร์มสอบถามว่า ยังสามารถส่งความเห็นได้หรือไม่ ยืนยันว่ายังทันและยังเปิดรับอยู่ เพราะเราขยับกำหนดการปิดการรับฟังความคิดเห็นออกไปเล็กน้อย หากจำเป็น เนื่องจากร่างประกาศนี้ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่ต้องการให้ครอบคลุมและเอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมของทุกฝ่ายในระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซ ซึ่งสำนักงานจะเร่งผลักดันให้ร่างประกาศฉบับนี้แล้วเสร็จ และมีผลใช้ภายในปี 2568 แน่นอน” ผศ.ดร.วิษณุ กล่าว









