สรุปผลสู้รบวันแรกเดือดไทยจัดหนักกัมพูชา หลังถูกโจมตีก่อน เอฟ-16พระเอก กองทัพขอเวลาเร่งปิดเกม

ภาพประกอบข่าว

รบวันแรกดุเดือดหลังไทยโดนกัมพูชาโจมตีก่อน เปิดแนวปะทะทั้ง 4 จังหวัด อีสานใต้ พื้นที่กองทัพภาคสอง โดยกัมพูชาเล่นสกปรกยิ่งจรวดใส่ชุมชน มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่ทหารสูญเสีย 1 นาย ทัพฟ้าส่งเอฟ 16-บอมบ์ฐานที่มั่นทหารเขมรพังพินาศ ขณะที่กองทัพขอเวลาอีกนิดพร้อมเผด็จศึก

Advertisement

ผลสรุปจากการสู้รบไทย-กัมพูชา ในวันแรกเริ่มต้นหลังกัมพูชาส่งอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และทหารติดอาวุธจำนวนหนึ่งขึ้นมาโจมตีพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ในจังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงเช้าของวันนี้ (24 ก.ค.2568 เวลา ประมาณ 08.20 น.) จนเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ขยายวงกว้างออกไปในพื้นที่ 4 จังหวัดได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยทางฝ่ายกัมพูชา ได้ยิงจรวดหลายลำกล้องแบบ BM 21 และปืนใหญ่เข้ามายังพื้นที่ชุมชมส่งผลให้พลเรือนไทยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ก่อนทหารไทยจะตอบโต้อย่างดุเดือด และส่งเครื่องบินแบบเอฟ -16 โจมตีกลับไปยังฐานที่มั่นทางทหารของฝ่ายกัมพูชา 2 เที่ยวบิน ส่งผลให้ฐานที่มั่นและอาวุธหนักของฝ่ายกัมพูชาได้รับความเสียหายหนัก แม้จะไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่มีรายงานอย่างไม่เป็นทางการจากพื้นที่และการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทางทหารว่าทางกองทัพกัมพูชา อาจสูญเสียอาวุธและมีทหารเสียชีวิตบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จากการถูกถล่มทางอากาศ และมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นตลอดทั้งวันและสรุปโดยหน่วยทหารในพื้นที่อย่างกองทัพภาคที่สอง ระบุเป็นเอกสารเผยแพร่ดังนี้

สรุปการสู้รบกับทหารกัมพูชาหลังทหารไทยถูกโจมตีต้องตอบโต้ ตามที่เกิดสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงสรุปผลการปฏิบัติที่สำคัญ ประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ดังนี้ ด้านการสู้รบ เวลา 08.20 น. ฝ่ายกัมพูชา เปิดฉากการยิงบริเวณตรงข้ามฐานหมูป่า ทางทิศตะวันออกปราสาทตาเมือน ฝ่ายไทยเริ่มตอบโต้ สรุปที่สำคัญดังนี้ พื้นที่ตรงข้ามปราสาทโดนตวล ปรากฏข่าวสาร รถถังของฝ่ายกัมพูชาสูญเสีย จำนวน 2 คัน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา ใช้จรวด BM.21 ยิงเข้าใส่พื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณปั๊มน้ำมัน, พื้นที่เขาพระวิหาร มีการปะทะตั้งแต่ วัดแก้วฯ ไปจนถึง ภูมะเขือ ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในที่ตั้ง, พื้นที่ช่องจอม ฝ่ายกัมพูชา ใช้อาวุธยิงสนับสนุนยิงต่อที่ตั้งฝ่ายพลเรือน เช่นวิทยาลัยการอาชีพ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา และบ้านเรือนประชาชนไทย และพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม หลังจากประกาศปิดการท่องเที่ยว ฝ่ายกัมพูชาได้มีการใช้กำลังเข้าโจมตีฝ่ายเรา ตั้งแต่ห้วงเข้า รวมทั้งใช้อาวุธยิงสนับสนุนยิงเข้าที่ตั้งพลเรือนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ

ภาพประกอบข่าว

ด้านการช่วยเหลือประชาชน อพยพประชาชน จำนวน 8 พื้นที่ ได้แก่ ที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์, อ.พนมดงรัก, อ.กาบเชิง, อ.สังขะ, จ.สุรินทร์, อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.น้ำขุ่น, อ.น้ำยืน อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี ไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือนตามแผน และจัดรถครัวสนามประกอบอาหาร สนับสนุนให้กับส่วนราชการจังหวัด ในการอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่มีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย จำนวน 11 พื้นที่ ได้แก่ บ.หนองแรด ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ (กระสุน ปืนใหญ่ตก 10 นัด), บ.ผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กระสุน BM21 ตก (ปตท.บ้านผือ และ ตชด.224), ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ), บ.ขี้เหล็ก ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ (กระสุนปืนใหญ่ 5 นัด), บ.สายโท 10 ใต้ ม.2 ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด (กระสุนปืนใหญ่ 10 นัด), บ.กรวด ม.3 และ ม. 5 ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด (กระสุนปืนใหญ่ตก 7 นัด), บ.สายโท 12 ใต้ ม.16 ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด (กระสุนปืนใหญ่ตก 3 นัด) และพื้นที่ บ.โคกกระชาย ตำบลสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ (กระสุนปืนใหญ่ตก 3 นัด)มีประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน 32 คน (ได้รับบาดเจ็บ 20 คน เสียชีวิต 12 คน)

ภาพประกอบข่าว

จากเหตุการณ์ที่กัมพูชากระทำการโจมตีด้วยอาวุธใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าว ตามหลักสากลของกฎหมายมนุษยธรรม โดยจะโจมตีเฉพาะ เป้าหมายทางทหาร (Military Objective) ประเทศไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมและคุณค่าสากลของมนุษยธรรม แต่จะไม่ยอมให้การโจมตีใดๆ ละเมิดอธิปไตยและบ่อนทำลายศักดิ์ศรีของชาติได้

ขณะกองทัพบก พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวสรุปสถานการณ์สู้รบชายแดนไทยกัมพูชา เริ่มเปิดฉากปะทะตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า สำหรับสถานการณ์ในวันนี้ ไม่ได้แตกต่างไปในช่วงกลางวัน ซึ่ง ยืนยันว่า ไทยไม่ได้มีเจตนา หรือแรงจูงใจ โจมตีฝ่ายกัมพูชา เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ และไม่มีเหตุผลที่จะไปทำเช่นนั้น หากไม่เกิดความจำเป็น ภายหลังถูกบีบบังคับ เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

กองทัพบก ดำเนินการภายใต้ความชอบธรรม ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ในการใช้กำลังตามกฎบัติสหประชาชาติ มาตรา 51 สามารถใช้กำลังป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธ จากฝ่ายกัมพูชา และการตอบโต้ฝ่ายไทย มุ่งทำลายเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

ภาพประกอบข่าว

นอกจากนี้ ผู้บริหารฝ่ายไทย และกัมพูชา ต้องหาทางเจรจาในระดับรัฐบาล และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางสันติวิธี เพื่อแก้ไขปัญหาต้นเหตุทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากประชาชนสองประเทศ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาขัดแย้งกัน และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่วนที่กัมพูชาโจมตีเป้าหมายพลเรือนนั้น การใช้อาวุธและปฏิบัติการทางทหารตามกติกา ต้องอยู่ในพื้นที่จำกัด และเป็นเป้าหมายทหารเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชา เพราะผิดกฎกติกาสากล เมื่อเกิดเหตุ เราก็ต้องดูแลอย่างดีที่สุดการปฏิบัติทางฝ่ายทหาร และฝ่ายปกครอง ช่วยกันแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเราไม่อยากให้เกิดขึ้น

ส่วนกรณีที่มีการส่งเครื่องบิน F-16 โจมตีกัมพูชา 2 รอบ เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการการใช้อาวุธสนับสนุนระยะไกลโดยใช้อากาศยาน ถือว่า มีความแม่นยำ และไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายที่นอกเหนือจากแผนที่วางไว้ เพราะฉะนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ ส่วนจะมีผลต่อฝ่ายกัมพูชายอย่างไรก็ต้องติดตาม แต่สิ่งที่ใช้เป็นไปตามเหตุผลและความจำเป็น และอยู่ในกรอบการปฏิบัติต่อเป้าหมายทางทหาร

ภาพประกอบข่าว

ส่วนการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ตนไม่ได้รับ ข้อมูลอย่างเป็นทางการ และยังประเมินไม่ได้ว่าการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ต้องใช้เวลากี่วัน แต่เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีก สักระยะหนึ่ง แต่ปรารถนา อยากให้จบลงรวดเร็วและสั้นที่สุด

นอกจากนี้มีพื้นที่อื่นอีก ยังไม่ได้รับข้อมูลว่ามีการปะทะโอกาสจาก 6 พื้นที่ในตอนเช้า ซึ่งขณะนี้เชื่อว่ายังทำงานได้ตามเป้าหมาย ซึ่งสรุปการปฏิบัติการสำเร็จตรงเป้าไม่ได้ผิดไปน้ำที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเรามีความพร้อมบางครั้งประชาชนอาจจะมองไม่ทันใจ แต่จริงแล้ว เรื่องของแผนและการเตรียมการมีอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติต้องอยู่ในกรอบกติกาสากลไม่เกินกว่าเหตุ

ยืนยันว่าทางกัมพูชาใช้อาวุธก่อน ในพื้นที่ของปราสาทตาเมือนธม ซึ่งพื้นที่นี้เริ่มผิดปกติ มีการใช้มวลชน ซึ่งทุกเหตุการณ์มีพัฒนาการของตัวเองและมีการจัดระเบียบและมีที่มาที่ไป และมีความตั้งใจที่จะให้เป็นแบบนั้น ซึ่งเราทราบดีและตอบโต้ ไม่เหมาะสม ไม่ทำให้สิ่งที่เราทำมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ ในมุมมองของสากล

ส่วนข้อสังเกตถึงสายลับ ที่ทำตัวเหมือนประชาชน แล้วแอบถ่ายจำนวนเจ้าหน้าที่ ทหารส่งไปให้กับทางกัมพูชานั้น ก็ต้องเฝ้าระวังและตรวจสอบต่อไป

ภาพประกอบข่าว

ขณะที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกซึ่งได้รับมอบหมายเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ตอบโต้กัมพูชา โดยล่าสุดกองทัพบกได้เปิดปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” ทั้งทางบกและทางอากาศปฏิบัติการดังกล่าวมีแนวคิดมาจาก “ยุทธ” หมายถึง การรบหรือการยุทธ์ ส่วน “บดินทร์” หมายถึง แผ่นดิน รวมความคือ “ยุทธการแห่งการปกป้องแผ่นดินอย่างถึงที่สุด” ซึ่งชื่อนี้สะท้อนการตอบโต้ศัตรูที่ล้ำอธิปไตยไทย ด้วยยุทธวิธีที่เฉียบขาดและชอบธรรม

นอกจากนี้ภายใต้ “แผนจักรพงษ์ภูวนารถ” ซึ่งเป็นแผนเผชิญเหตุ ตามแผนป้องกันประเทศฝั่งตะวันออก ผู้บัญชาการเหตุการณ์ มีอำนาจบัญชาการและการใช้กำลังทางบก และร้องขอการสนับสนุนกำลังทางอากาศและทางเรือ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติของกำลังทางบก ตามแผนเผชิญเหตุ ซึ่งทางกองทัพ อาจยกระดับปฏิบัติการทางทหารกับกัมพูชา หากสถานการณ์ยังอยู่ในภาวะตรึงเครียด โดยทั้งสามเหล่าทัพ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ อาจเข้าร่วมสนับสนุนการรบที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นได้

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการณ์นายกรัฐมนตรี กล่าวไว้ตอนหนึ่ง หลังเข้าร่วมการประชุม สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่า “ขอประณามว่ากัมพูชามีการใช้อาวุธหนักที่รุนแรง และไม่มีเป้าหมาย และไม่ได้จำกัดเฉพาะการต่อสู้ โดยการยิงเข้ามานั้นมีบางลูกมาลงที่ปั๊มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อ บางส่วนยิงลงมาที่กลางโรงพยาบาล บางส่วนห่างจากโรงพยาบาลเพียง 3 กิโลเมตร เราจึงขอประณาม เพราะเป็นการใช้กำลัง ไม่ได้ยึดในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องคำนึงและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ขณะที่สรุปผู้บาดเจ็บและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทั้งหมดในวันนี้ (25ก.ค.2568) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข แถลงว่า มีคนไทยเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ชายแดนรวม 12 ราย แบ่งเป็น ประชาชน 11 ราย และทหาร 1 นาย บาดเจ็บอย่างน้อย 30 ราย

ขณะที่นาย มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของไทย เดินทางถึงสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) ที่นิวยอร์ก ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ประจำปี ค.ศ. 2025 (High-Level Political Forum on Sustainable Development 2025: HLPF2025) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) นครนิวยอร์ก โดยการประชุม HLPF2025 เป็นเวทีสำคัญประจำปีของ UN ที่มุ่งติดตามและเร่งรัดการดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยที่ขณะนี้ได้อยู่ในเวทีสหประชาชาติในห้วงที่เกิดความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา

ด้านกระทรวงมหาดไทยมีแผนอพยพประชาชนที่ได้รับผลกระทบราว 1 แสนคน จาก 4 จังหวัด ไปยังศูนย์พักพิงทั้งหมด 295 แห่ง

 

ภาพประกอบข่าว