ทนไม่ไหวแล้ว!! ทหารไทยโดนกับระเบิดซ้ำอีก เจ็บ 5 สาหัสขาขวาขาด 1 ราย ที่ช่องอานม้า อุบลฯ คราวนี้รัฐบาลไทยไม่เฉย เรียกทูตไทยกลับขับทูตกัมพูชาตัดสัมพันธ์ กองทัพปิดด่านฝั่งอีสานใต้ทันที รวมทั้งประสาทตาเมือนธม ตาควาย ตาเมือนโต๊ด พร้อมงัด “แผนจักรพงษ์ภูวนารถ” รอตบเกรียนกัมพูชา
สถานการณ์การชายแดนไทยกัมพูชา ส่อเค้ารุนแรงอาจบานปลายกลายเป็นสงครามได้ทุกเวลา หลังเกิดเหตุล่าสุดกับทหารบกจากชุดลาดตระเวน กองพันทหารราบที่ 14 เหยียบทุ่นระเบิด (ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 2 คาดว่าเป็นทุนระเบิดวางใหม่) ระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา พิกัด VA 950911 บริเวณห้วยบอน ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยทหารไทยรับบาดเจ็บ 5 นาย 1 ในนั้นคือ จ.ส.อ.พิชิตชัย บุญโคราช มีอาการสาหัสขาขวาขาด และอีก 4 นายมีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อ จากแรงสั่นสะเทือนของแรงระเบิด และได้รับการส่งตัวเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน ณ โรงพยาบาลน้ำยืน เหตุเกิด เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เวลาประมาณ 16.55 น.

หลังเกิดเหตุ ได้รายงานผู้บังคับบัญชารับทราบ และมีคำสั่งจาก พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ ยกระดับการตอบโต้กัมพูชาในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ค.2568 ) ปิด 4 ด่าน ได้แก่ช่องอานม้า ช่องสะงำ ช่องจอม ช่องสายตะกู พร้อมปิดปราสาทตาเมือนธมทันที

ขณะที่กองทัพบก ได้ออกแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุว่า “กองทัพบกขอประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำอันไร้มนุษยธรรม ซึ่งละเมิดต่อหลักมนุษยธรรมสากลและข้อตกลงระหว่างประเทศ อันเกิดขึ้นภายในเขตราชอาณาจักรไทย โดยเป็นการกระทำของฝ่ายกัมพูชา

และขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยถือเป็นการกระทำที่เป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ กองทัพบกขอยืนยันว่า จะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการดำเนินการตามกรอบที่เหมาะสม เพื่อปกป้องความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนชาวไทย มิให้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป

ด้านพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการไปยังกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบพื้นที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมใช้แผนจักรพงษ์ภูวนารถ แก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา ให้ทุกฝ่ายพร้อมปฏิบัติหน้าที่และตอบโต้ได้ทันที และเดินทางลงพื้นที่ เพื่อบัญชาการด้วยตัวเอง

สำหรับแผนจักรพงษ์ภูวนารถนั้นกองทัพบกไทยได้เคยใช้มาแล้วในอดีต ช่วงเกิดปัญหาความขัดแย้งเขาพระวิหารในปี 2554 ที่ผ่านมา หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าแผนดังกล่าว ถือเป็นแผนที่จะมีการตอบโต้อย่างสูงสุดของกองทัพไทยนับตั้งแต่เกิดปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุดในครั้งนี้ โดยมีการวิเคราะห์ถึงแผนนี้ที่เชื่อกันว่า จะเน้นการตอบโต้ทางทหารอย่างเหมาะสม เมื่อเกิดเหตุการซึ่งหน้า หรือเหตุเฉพาะหน้า ทหารในพื้นที่สามารถยิงตอบโต้ เพื่อรักษาอธิปไตยได้ตามหลักการเหตุผล และความในความเหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ ได้ทันที ก่อนรายงานสถานการณ์ สู่กองบัญชาการ

ส่วนความเคลื่อนไหวจากรัฐบาลไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะ รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุการณ์ ทหารชุดลาดตระเวนเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ได้รับรายงานจาก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ว่า เมื่อเวลา 16.55 น.ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพบก เสนอให้ปิดด่านชายแดนในพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด โดยห้ามนักท่องเที่ยวเข้าเด็ดขาด ซึ่งรัฐบาลเห็นชอบและสั่งปิดด่านชายแดนตามข้อเสนอ

นอกจากนี้ ได้ตัดสินใจลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต โดยเรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชากลับประเทศ และส่งตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับไปยังกัมพูชา พร้อมพิจารณาทบทวนความสัมพันธ์ต่อไป

รวมถึงยังได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อกัมพูชา เนื่องจากพิสูจน์ทราบว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งไม่เคยพบในการลาดตระเวนครั้งก่อน ๆ แต่เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และยืนยันว่า นี่เป็นยกระดับการตอบโต้อย่างเหมาะสมแล้ว เพื่อแสดงจุดยืนของไทยต่อการกระทำที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา” รักษาการณ์นายกฯ กล่าว

และภายหลังไทยเรียกทูตกลับพร้อมขับทูตกัมพูชากลับไปยังประเทศแล้วนั้น นายฮุน ซาเรือน เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ได้โพสต์ ผ่านโซเชียลมีเดีย ในเฟสบุ๊คส่วนตัวระบุว่า “หลังจากผมกลับแล้ว หวังว่าท่านและพวกยังอยู่นะครับบริหารแบบใช้อารมณ์เช่นนี้ ไม่รู้ได้กี่น้ำ” ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย คนนี้ เป็นหลานของ สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภา และผู้นำทางจิตวิญญาณของกัมพูชา และยังมีศักดิ์ เป็นญาติกับ นายฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาอีกด้วย
ภาพประกอบข่าว CR:เนชั่น









