กัมพูชาสุดแสบอ้างข้อตกลง ผบ.ทบ.สองฝ่าย พริ้ว“ไม่ถอนทหารเนิน 745 ช่องบก” ชาวเน็ต –สื่อสายทหารฝ่ายไทยโวย “หลงเหลี่ยมเขมร?” ตั้งข้อสังเกตุไทยเสียดินแดนส่วนนี้อีกหรือไม่? พร้อมตั้งคำถาม “รัฐบาลอ่อนแอไปมั้ย?”
จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณแนวชายแดนไทยกัมพูชา บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ที่ รักษาพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ทางทหารกัมพูชาได้เข้ามาขุดคูเลต (แนวสนามเพาะ) บริเวณเนิน 745 – ต้นสัตบรรณ ถึงสามแยกลาว โดยทางฝ่ายไทยได้เตือนและขอให้หยุดการกระทำเพราะเป็นการผิดข้อตกลงตาม MOU 43 ต่อมากัมพูชาได้เข้ามาขุดอีกเป็นรอบสอง และทหารไทยได้เข้าไปตักเตือน และอ้างว่าว่า โดนทางทหารกัมพูชาตอบโต้ด้วยอาวุธ จึงได้ทำการตอบโต้กลับไปและปะทะกันราว 10 นาที จนเป็นเหตุให้มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา

และมีการหารือระหว่างผบ.เหล่าทัพของทั้งไทยและกัมพูชา โดย พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกไทย ได้นัดหารือกับ พล.อ.เมา โซะพัน ผู้บัญชาการกองทัพบกกัมพูชา ที่สำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนช่องจอม-โอเสม็ด จ.สุรินทร์ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา

ซึ่งผลการหารือดังกล่าว ตามที่ฝ่ายไทยได้แถลงออกมานั้น มีข้อสรุป 3 ข้อ ได้แก่ 1. ให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ผ่านคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งจะจัดขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ 2. ให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในจุดที่เหมาะสม หรือ 200 เมตรจากจุดปะทะ ลดการเผชิญหน้า และ 3. ให้รักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ให้ใช้ความอดทนอดกลั้น

ล่าสุดทางกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ในนามกองทัพกัมพูชา ซึ่งเปิดเผยโดยเพจ“Samdech Hun Sen of Cambodia” ของจอมพลสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา บิดาของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยแถลงการณ์ของกองบัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา มีใจความดังนี้ “กองบัญชาการทหารสูงสุด ราชอาณาจักรกัมพูชา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แถลงการณ์
หลังจากเกิดเหตุปะทะด้วยอาวุธระหว่างกองทัพกัมพูชาและกองทัพไทย เมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 บริเวณหมู่บ้านเตโชมรกต ตำบลมรกต อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร
ในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เวลา 15.30 น. พล.อ.เมา โซะพัน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการกองทัพบกกัมพูชา และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกของไทย ได้เข้าร่วมการหารือ ณ สำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนช่องจอม-โอเสม็ด ซึ่งมีผลสรุปดังต่อไปนี้:
1.ทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ผ่านกลไกที่มีอยู่ทั้งหมด ได้แก่ คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC) และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรังวัดและกำหนดเขตแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชา ปี 2543 (MOU 2543) เพื่อให้แนวชายแดนของทั้งสองประเทศเป็นชายแดนแห่งสันติภาพ มิตรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนา
2.ทั้งสองฝ่ายจะควบคุมสถานการณ์ตามสภาพเดิม อดทนอดกลั้น และแก้ไขปัญหาทั้งหมดผ่านคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งจะมีการประชุมภายใน 2 หรือ 3 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ
3.ฝ่ายกัมพูชาขอให้มีการเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 อีก
4.ฝ่ายกัมพูชาจะไม่ถอนกำลังหรือวางกำลังโดยไม่ติดอาวุธ ณ จุดที่เกิดการปะทะ เพราะบริเวณดังกล่าวฝ่ายกัมพูชาได้ครอบครองมาตั้งแต่ก่อนมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรังวัดและกำหนดเขตแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชาปี 2543 (MOU 2543)
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องและยอมรับในทั้ง 4 ข้อข้างต้น และการหารือได้สิ้นสุดลงเมื่อเวลา 16.15 น. ของวันเดียวกัน”
ทั้งนี้ตามความโดยสรุปเกี่ยวกับแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว ยืนยันว่าทางการกัมพูชาจะไม่ถอนกำลังทหารพื้นที่ดังกล่าว (เนิน 745 – ต้นสัตบรรณ ถึงสามแยกลาว) และแถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่า “ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องและยอมรับในทั้ง 4 ข้อข้างต้น”
ขณะที่ความเคลื่อนไหวจากไทย ล่าสุด กองทัพบกไทย เตรียมออกแถลงการณ์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อย่างเป็นทางการ จากการหารือของผู้นำเหล่าทัพทั้งสองประเทศ ในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน กรณีเกิดเหตุปะทะช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีข้อสรุปใน 3 ข้อ คือ
1.กรณีข้อขัดแย้งบริเวณช่องบก กองทัพบกไทย และกัมพูชา มีความเห็นร่วมกันในการใช้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ Joint Boundary Committee (JBC) ซึ่งเป็นกลไกในระดับรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งผลการประชุม JBC คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในอีก 2 สัปดาห์
2.ปัจจุบันกำลังทั้งสองฝ่ายที่เคยปะทะได้เคลื่อนออกจากพื้นที่แล้ว คลี่คลายความตึงเครียด
3.ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นพ้องในการใช้กลไกคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน หรือ Regional Border Committee (RBC) เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยที่อาจค้างคา และส่งเสริมกลไก JBC ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
สำหรับแนวทางการปฏิบัติต้องดูแลไม่ให้ทหารกัมพูชาเข้ามาใช้พื้นที่เนิน 745 ช่องบก พื้นที่จุดที่ทหารกัมพูชา ขุดคูเลต สร้างฐานที่มั่นก่อนหน้า และทหารไทยเข้าเจรจาจนถอยออกไป โดยในวันนี้ทหารไทยกับทหารกัมพูชาลาดตระเวนร่วมกัน
ส่วนจุดที่ 2 ที่มีเหตุปะทะ ทหารกัมพูชาขุดคูเลต จากจุดต้นสัตบรรณถึงสามแยกลาว ระยะทาง 650 เมตร หากเป็นไปได้จะพูดคุยทหารกัมพูชา จัดชุดลาดตระเวนร่วม ปราศจากอาวุธ”

อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตุว่า แถลงการณ์จากทางกัมพูชา และ ไทย นั้นยังมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับประเด็นการถอนทหารออกจากพื้นที่จุดปะทะ โดยกัมพูชาอ้างว่า จะไม่ถอนทหารและเป็นความเห็นพ้องต้องกันจากการเจรจาของผู้นำเหล่าทัพ ส่วนแถลงการจากไทยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะถอนทหารออกจากจุดปะทะดังกล่าว

หลังแถลงการณ์ทั้งสองฝ่ายได้รับการเผยแพร่ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากโซเชียล โดยเฉพาะจากโซเชียลไทยที่ตั้งข้อสังเกตุว่า “ไทยเสียดินแดนในพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ เมื่อทางกัมพูชาไม่ยอมถอนทหารออกจากพื้นที่ปะทะ” นอกจากนี้ เพจของ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารชื่อดัง ยังเผยแพร่คลิป ตั้งข้อสังเกตุ ว่าทางกัมพูชาอ้างถึงการเห็นพ้องต้องกันจากการหารือของผู้นำเหล่าทัพทั้งสองฝ่าย (ผบ.ทบ.ไทยและกัมพูชา) ว่ารับรู้ร่วมกันว่าทางกัมพูชาจะไม่ถอนทหารเป็นการเข้าทางเล่ห์เหลี่ยมของทางกัมพูชาใช่หรือไม่?

นอกจากนี้ยังมีการแสดงความเห็นจากโซเชียลเชิงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของรัฐบาลไทย โดยตั้งข้อสังเกตุว่า “มีความอ่อนแอและอ่อนข้อต่อ จนเสียเหลี่ยมให้กับทางกัมพูชามาเกินไปหรือไม่?” ซึ่งสถานการณ์ล่าสุด ทางโซเชียลกัมพูชายังเผยแพร่คลิปและภาพการเสริมกำลังทหารและอาวุธหนักเข้าพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง








