นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในปีที่แล้วและปีนี้มีการคาดการณ์เรื่องภัยแล้งและน้ำหนุนสูงจากทะเลเข้าสู่ระบบน้ำดิบ จึงทำให้คุณภาพน้ำดิบที่นำมาผลิตประปาได้รับผลกระทบ ส่งผลให้น้ำประปามีระดับค่าของความเค็มที่เรียกว่า ‘กร่อย’ เพิ่มมากขึ้น ผู้ที่บริโภคน้ำประปาเป็นประจำอาจจะรับรู้ถึงรสชาติที่เปลี่ยนไปจากปกติบ้าง โดยความเค็มดังกล่าวมาจากเกลือโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกงที่ใช้ปรุงอาหาร
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดค่าแนะนำเพื่อความน่าดื่ม และการยอมรับของผู้บริโภคไว้คือ ในน้ำประปาควรมีโซเดียมไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร และคลอไรด์ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ถ้าเจือปนในน้ำมากเกินไปจะทำให้น้ำมีรสกร่อยถึงเค็มได้ ซึ่งทางโภชนาการและการแพทย์แนะนำว่า ควรรับโซเดียมเข้าสู่ร่างกายไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยปัจจุบันน้ำประปามีโซเดียมประมาณ 100-150 มิลลิกรัมต่อลิตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนปกติจะดื่มน้ำประปาจนได้รับโซเดียมเกินกว่าที่กำหนด แต่การดื่มน้ำกร่อยอาจได้รับโซเดียมเพิ่มเติมจากปกติ จึงควรลดปริมาณสารปรุงแต่งอาหารที่มีความเค็มลง เช่น เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงปรุงรส งดการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ขนมกรุบกรอบ มันฝรั่งทอด หรือเปลี่ยนเป็นใช้น้ำดื่มบรรจุขวดปิดสนิทแทน และให้สำรองน้ำประปาในช่วงที่ภาวะน้ำปกติ เพื่อใช้ทดแทนในช่วงภาวะน้ำประปาเค็ม
“หากนำน้ำประปาเค็มไปต้มด้วยอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส สิ่งที่ระเหยคือน้ำ แต่ตัวเกลือไม่ได้ระเหยไปด้วย เพราะฉะนั้น ยิ่งทำให้น้ำระเหยไปมากเท่าไรยิ่งทำให้สัดส่วนความเค็มหรือความกร่อยเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เช่น จากเดิมน้ำ 1 ลิตรมีเกลือ 200 มิลลิกรัม แต่เมื่อต้มไปน้ำระเหยจะทำให้เหลือน้ำน้อยกว่า 1 ลิตร มีเกลือ 200 มิลลิกรัมเท่าเดิม เพราะฉะนั้นการต้มไม่ได้ช่วยให้น้ำประปาหายเค็มได้ ดังนั้น กลุ่มคนบางกลุ่มที่มีร่างกายไวต่อระดับเกลือโซเดียมที่เพิ่มขึ้น เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต ตลอดจนผู้ป่วยโรคทางสมอง สัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก หรือกลุ่มผู้ป่วยที่แพทย์แนะนำว่าไม่ควรบริโภคเกลือโซเดียมมากเกินไป ต้องระมัดระวังในการดื่มน้ำประปาช่วงนี้ เพราะอาจได้รับปริมาณโซเดียมหรือความเค็มเกินปริมาณที่สามารถบริโภคได้ และอาจจะส่งผลกระทบกับภาวะโรคที่เป็นอยู่” นพ.สุวรรณชัยกล่าว.






