ทีมข่าว SBN ที่กำลังเกาะกระเเสเลือกตั้งบังเอิญได้พบกับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎท่านหนึ่งเดินดุ่ยๆลุยมาหาเสียงคนเดียวสไตล์แบ็กแพ็กกับกระเป๋าส้มคู่ใจ ในพื้นที่เขตบางเขน ย่านรามอินทรา 34 ทีมงานจึงเข้าไปทักทายสอบถามพูดคุยถึงมุมมองเรื่องการเมือง เเละการพบประขาชน ทีมงานเห็นความแปลกไม่เหมือนใครของการลุยหาเสียงแบบลุยเดี่ยว ไม่ได้ขึ้นรถแห่โห่ร้องตะโกนแบบที่เห็นจนชินตาในวัฒนธรรมการหาเสียงไทย เพื่อจะขยายความบทสนทนา ทีมข่าว SBN อดใจไม่ได้จึงขอเกี่ยวเจ้าตัวมาพูดคุยในเรื่องการบ้านการเมืองและการต่างๆ
เมื่อได้คุยจึงทราบว่าเป็นคนรุ่นใหม่จากพรรคที่กำลังร้อนแรง”ฟ้ารักพ่อ” อย่าง”พรรคอนาคตใหม่”
โดย อู๋ เอราวัณ วานิชย์หานนท์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต12 บางเขน เเนะนำตัวว่า…ตัวเองเป็นเด็กนักเรียนนอก เเต่เคยเรียนในไทยตอน มัธยมต้น 1-2 ที่เซนต์ดอมินิก

“ตอนอยู่เมืองไทยผมเรียนอยู่ที่เซนต์ดอมินิก เรียนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมมันพวกเด็กหลังห้อง การสอบซ่อมเป็นเรื่องปกติของผมเลย แต่วันนึงเรารู้สึกว่าถ้าเรายังเป็นอยู่อย่างนี้คงไปไม่ถึงไหน จึงขอพ่อกับแม่ไปเรียนเมืองนอก เพื่อจะเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ ประกอบกับตอนนั้นมีเพื่อนมาชวนไปเรียนที่ออสเตรเลีย เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พ่อเเม่ก็ส่งเราไปเรียนภาษา ไปเรียนปุ๊บติดใจ เราไม่อยากกลับไปเรียนที่ไทยแล้วล่ะตอนนั้น เพราะคิดว่ามันไม่ใช่คำตอบของเรา เราโอเคกับตรงนั้น เราชอบการศึกษาของเขาเลยอยู่ยาวจนจบ Bachelor of Information System and Management จาก Monash University ออสเตรเลีย จากนั้นกลับมาทำงานและหาเวลาว่าไปเรียนที่รามคำแหงและจบคณะนิติศาสตร์ที่รามฯมาอีกหนึ่งใบ จากนั้นสอบเนติบัณฑิตได้จาก เนติบัณฑิตยสภา และสุดท้ายกลับไปเรียนที่ออสเตรเลียอีกครั้งภาควิชา Master of Law จาก University of Melbourne”
-กับการทำงานการเมืองครั้งแรก
ผมคงคล้ายกับหลายคนในพรรคอนาคตใหม่คือ ช่วงคสช.จะปลดล็อคตอนปลายปีที่แล้ว เวลาที่เรามีความคิดว่าจะเลือกพรรคไหนดีที่เราจะสามารถสนับสนุนได้ พรรคที่มีอยู่ในมือ ที่เราสามารถเลือกได้มันยังไม่มีพรรคไหนที่ตอบโจทย์ พอดีก็มีพี่ที่เขาทำงานกับพรรคอนาคตใหม่มาชวนไปลองทำงานร่วมกัน เราก็เห็นพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นมา ก็ถามว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง เขาให้ไปสมัครสมาชิกพรรคออนไลน์แล้วก็ส่งเรซูเม่ เราก็ทำตามที่พี่เขาบอก แล้วก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะได้เข้า ก็คือส่งประวัติไปลองเฉยๆ แต่แล้วทางพรรคก็เรียกมาก็ถือว่าเซอร์ไพรส์เหมือนกันนะ
-ความรู้สึกในการเดินพบประชาชนและเสียงตอบรับในการลงพื้นที่
ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะ มันหลายเรื่องนะ เรารู้ว่าประเทศเรามีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำเรื่องความยากจนผู้สูงวัย สาธารณะสุข เรื่องถนนหนทางเดิน ยิ่งเราเดินเองด้วย เหมือนเราเป็นคนประสบจริง เห็นต่อหน้า ซึ่งในการเดินพบประชาชนนั้นเสียงตอบรับดีมาก ไปเจอผู้ใหญ่บ้างก็บอกลูกเชียร์นะ เลือกหมดนะ เทคะเเนนให้ทั้งบ้านนะ ประชาชนชอบครับยิ่งการที่เห็นเราเดินโซโล่เดียวเข้าหา ก็มีขอถ่ายรูปขอเซลฟี่บ้าง และให้กำลังใจดีมาก ตรงนี้ปลื้มมากครับ
-สิ่งที่ประชาชนเสนอหรือขอพรรคอนาคตใหม่เมื่อลงพื้นที่
เรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องเเรกๆเลยโดยเฉพาะในชุมชนที่มีคนเยอะๆ เรื่องยาเสพติดที่มันกลับมาเยอะมาก เขาต้องการให้เราช่วยจัดการอย่างจริงจังเพราะกลัวลูกหลานเขาไปติด ปัญหาแต่ละชุมชนไม่เหมือนกัน ปัญหาต่างออกไป บ้างก็เรียกร้องด้านสวัสดิการที่มันเข้าถึง เรื่องทางสังคมก็อยากได้ความเท่าเทียม เรื่องที่คนสูงวัยอยากได้ โรงพยาบาลเข้าคิวทำไมนานจัง แต่ละคนก็หลากปัญหา

-คาดหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้แค่ไหน
คิดแต่เเรกคือถ้าเราคิดว่าเราแพ้เราก็ไม่ลง เราไม่รู้จะลงมาทำไม ถ้าเราคิดว่าเราแพ้เเต่เเรก เราสู้เอาเวลาไปให้ครอบครัวดีกว่ามั้ย เอาเวลาไปเลี้ยงลูกดีกว่า แน่นอนว่าเราคาดหวังถึงชัยชนะ ถ้าคิดว่าเราแพ้เราไม่อาสามาลงหรอก
-ความแตกต่างระหว่างอาชีพนักธุรกิจกับอาชีพนักการเมือง
ไม่แตกต่างมาก มันคือเรื่องระบบการบริหารจัดการ ทั้งสองก็เป็นเรื่องเกี่ยวกัน คือเราแพลนเราวางแผนใช้ทรัพยากรทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มองว่าทั้งสองสิ่งต้องใช้การบริหารจัดการที่ดีที่ถูกต้อง คือถ้าคุณเเมเนจไม่ดีคุณก็จะสุรุ่ยสุร่ายใช้เงินเละเทะโดยที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่แตกต่างกันมาก การที่เรามีความเชื่อในสิ่งๆหนึ่งในการทำธุรกิจ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความเชื่ออย่างนึงในการทำธุรกิจก็ต้องทำสิ่งนั้นให้มันเกิดให้ได้ การเมืองก็เหมือนกันเรามีอุดมการณ์ชัดเจนว่าเราอยากทำอะไรหากเราบริหารทรัพยากรและสติปัญญาได้เป็นอย่างดีแล้ว มันก็จะประสบความสําเร็จได้เช่นกัน
-จบด้านกฎหมายมาคิดว่าตัวเองมีอะไรจะนำเสนอแก่บ้านเมืองถ้าได้รับเลือก
เหมือนตอนเขียนเรซูเม่เลยนะ เราต้องการทำหมันการรัฐประหารอันนี้เป็นสิ่งแรกเลย เพราะการทำรัฐประหารเป็นอุปสรรคต่อหลักกฎหมายทุกเรื่อง ทั้งเรื่องยุติธรรมทั้งการพัฒนาสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจด้วย ถ้าประเทศแก้ปัญหานี้ไม่ได้มันก็จะล้มลุกคลุกคลานแบบนี้ไปเรื่อยๆ สิ่งที่อยากจะแก้คือเรื่องนี้ ส่วนจะแก้ยังไงทางพรรคมีวิธีการและทีมงานของเขาอยู่
สำหรับส่วนตัวก็อยากลุยเรื่องกฎหมายบางตัวเรื่องการผูกขาด ไม่ให้นายทุนผูกขาดจนไร้การแข่งขัน อีกเรื่องของการผูกขาดเช่นระบบการเงินของแบงค์ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่น้อยกว่า1%แต่เงินกู้ดอกเบี้ย5% มาจิ้นส่วนต่างแบงค์มันฮั้วกันอยู่เพราะฉะนั้นมันต้องมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งขันมากระตุ้นตลาดให้ดอกเบี้ยเงินฝากเยอะกว่านี้เงินกู้ปล่อยง่ายกว่านี้และลดดอกเบี้ยเงินกู้ เรื่องเหล่านี้คือผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งตอนนี้รัฐไม่รู้หรือละเลยเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบอันนี้คือตัวอย่าง
-มองสังคมประเทศไทยหลังไม่มีการเลือกตั้งมานานว่าอย่างไร

คนตื่นตัวมากขึ้น เเล้วยิ่งเดิมไม่มีพรรคอนาคตใหม่ ยกตัวอย่างคนรุ่นใหม่ออกไปเลือกตั้งเปอร์เซ็นต์น้อยแค่40%แต่พอมีพรรคอนาคตใหม่มันเหมือนมีตัวแทนเป็นปากเป็นเสียงให้เขา ให้คนรุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นทางการเมืองเพิ่มขึ้น
-คิดเห็นอย่างไรกับประเด็นร้อนการยุบพรรคอนาคตใหม่
ขอโนคอมเม้นเลยครับ
-คือถ้ารอบนี้สอบตกซึ่งมีโอกาสสูงที่จะสอบตก ในอนาคตยังหวังจะเล่นการเมืองต่อมั้ย
ยังไม่ได้คิดไกลขนาดนั้น แต่หลังจากนี้มันจะมีปลดล็อคการเมืองท้องถิ่น สก.สข. ผู้ว่ากทม. คือถ้าพรรคได้มีโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เราก็ต้องกลับมาในพื้นที่กลับมาช่วยสร้างความรับรู้ความเข้าใจอธิบายความ ก็คือจะยังคงทำงานพรรคหากเขาต้องการ คงจะลงพื้นที่เรื่อยๆถึงแม้จะไม่ได้รับเลือก บอกตรงๆว่าเกิดความผูกพันจากการได้ลงพื้นที่และสัมผัสผู้คน
-ถ้าได้รับเลือกเป็นรัฐมนตรีสักกระทรวงอยากทำกระทรวงไหนและเร่งด่วนที่อยากจะทำ
ไม่เคยคิดเลย 55555 เราแค่อยากเข้าไปในสภาแล้วเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการที่สามารถช่วยทำงานได้ในส่วนนั้นมากกว่า
-ฝากอะไรถึงประชาชน
ฝาก24มีนาให้ประชาชนออกมาเลือกตั้งกันเยอะๆออกมาแสดงพลังเท่านั้นเอง อยากให้ประชาชนออกมาแสดงพลังให้เห็นออกมากำหนดว่าอยากได้อนาคตแบบไหน










