“รวมพลคนเชียงใหม่ ไม่เอาบ้านป่าแหว่ง” คึกคักร่วมชุมนุมครึ่งหมื่น

ผูกริบบิ้นสีเขียวแสดงเจตนารมณ์ “คนเชียงใหม่” ลุกขึ้นแล้วปลุกรัฐบาลจัดการปัญหาบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯ ให้รื้อถอน

Advertisement

ที่ลานข่วงประตูท่าแพ กลางเมืองเชียงใหม่ ประชาชนจำนวนมากกว่า 5,000 คน มารวมตัวกันโดยนัดหมาย “รวมพลคนเชียงใหม่ ไม่เอาบ้านป่าแหว่ง”ประชาชนที่มารวมตัวพร้อมใจกันผูกริบบิ้นสีเขียว เรียกร้องให้รื้อถอนบ้านของโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บนพื้นที่ป่าเชิงดอยสุเทพ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และเป็นการย้ำจุดยืนพร้อมส่งสารตรงถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจรื้อทิ้งบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ หลังจากที่อดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 เสนอ ขออยู่ก่อน 10 ปี พร้อมทั้งทำการฟื้นฟูสภาพ จากนั้นค่อยมีการพิจารณากันอีกครั้งหนึ่งนั้น แต่ประชาชนไม่เห็นด้วยจนนำมาสู่การรวมตัวในวันนี้

เครือข่ายภาคประชาชนจำนวนกว่า 40 องค์กร ซึ่งมีกลุ่มองค์กรต่างๆ รวมทั้งกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับพื้นที่พิเศษต่างๆด้วย จากที่รัฐบาลกำลังดำเนินการขอใช้พื้นที่ป่าไม้และอุทยานแห่งชาติในพื้นที่พิเศษดังกล่าวอยู่ในขณะนี้ ซึ่งก็พบว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอเรื่องร่างพระราชกฤษฏีกาเพิกถอนอุทยานป่าแห่งชาติดอยสุเทพ บางส่วน รวมทั้งบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาลงนาม ก็กำลังดำเนินการเพื่อรอการพิจารณากันอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ลงนามมาจนถึงทุกวันนี้ จึงเป็นปัญหาอยู่เป็นต้น

ซึ่งผู้ที่มาร่วมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืน “รวมพลคนเชียงใหม่ ไม่เอาบ้านป่าแหว่ง” พบว่า องค์กรต่างๆได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆมาให้ประชาชนได้รับทราบปัญหาและแลกเปลี่ยนร่วมกันกรณีโครงการใหญ่ๆของรัฐบาล พบว่า การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่บางโครงการนั้นไม่มีการทำประชาคม และไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ใดๆ บางโครงการดำเนินการที่ผิดขั้นตอน หรือบางโครงการเข้าข่ายผิดกฏหมายด้วย จึงเกิดปัญหาตามมาจำนวนหลายโครงการดังกล่าวและเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีไม่ลงนามและไม่ฝ่าน ครม.ดังกล่าว

ซึ่งทั้งหมดได้เดินเท้ามุ่งหน้าไปรวมพลังที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เพื่อแสดงออกชัดเจนคือ ต้องการรวมพลังและยืนยันให้รื้อถอนบ้านพักข้าราชการคุลาการศาลอุธรณ์ภาค 5 ออกจากพื้นที่ป่าเชิงดอยสุเทพเท่านั้น

เครดิตภาพ ทีมข่าว จ.เชียงใหม่

ที่มาขอมูล ไทยไทม์ 4.0