ค่าเงินบาทเปิด 33.79 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง ราคาทองคำรีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.79 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.77 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 33.72-33.80 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่ได้อานิสงส์จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor และบรรดาบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ รวมถึงแรงกดดันต่อเงินยูโร (EUR) จากประเด็นความกังวลฐานะการคลังของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ยังคงอยู่ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง จากความหวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น ตามความพยายามในการเจรจาของหลายฝ่าย รวมถึงผลการเลือกตั้งล่าสุดของอิสราเอลที่ยังไม่มีผู้ชนะเด็ดขาด ซึ่งภาพดังกล่าวได้ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถรีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.70-34.00 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงในหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ โดยรวมที่ออกมาสดใส ยังคงช่วยหนุนบรรยากาศของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ จากความหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น ส่งผลให้ หุ้นกลุ่มพลังงานต่างปรับตัวลดลง ในภาพรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.03% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.6% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +1.2%
ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.5% แม้จะเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากความวุ่นวายของสถานการณ์การเมืองฝรั่งเศส ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังคงได้รับอานิสงส์จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนโดยรวมที่ทยอยออกมาสดใส และการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML +2.8% อย่างไรก็ดี แม้ว่า ความหวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลง ได้ช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรป ทว่ากลับกดดันให้ บรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงพอสมควร อาทิ BP -2.9%, Shell -1.6%
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน ไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซน 4.96%-5.01% แม้ว่า ราคาน้ำมันดิบจะทยอยปรับตัวลดลง ตามความหวังสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจลดความร้อนแรงลงในช่วงนี้ แต่ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้จำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองบอนด์มากนัก เพื่อรอลุ้นผลการประชุม FOMC ของ FED ในสัปดาห์นี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% (หากกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อาจพิจารณาทยอยเข้าลงทุน ทุกๆ การปรับตัวขึ้นราว +25bps ได้ ตั้งแต่โซนเหนือ 5.00%) โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีส่วนกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลง และการอ่อนค่าลงของเงินยูโร (EUR) จากประเด็นความกังวลฐานะการคลังของฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และที่สำคัญ ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุม FOMC ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 102.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 102.1-102.4 จุด)
ทองคำ – ความหวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกกดดันและจำกัดโดยบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองมากนัก เพื่อรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลักในสัปดาห์นี้ ทำให้ ราคาทองคำยังคงไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4,080 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อย่างชัดเจน
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่จะรับรู้ในช่วง 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยเราและบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างมองว่า FED จะ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 3.75-4.00% แม้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง แต่ไม่เห็นสัญญาณการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ขณะที่ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะ Slow-to-Hire และ Slow-to-Fire ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในช่วง Press Conference โดยเราคาดว่า ประธาน FED อาจย้ำจุดยืนคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ สะท้อนว่า FED พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม
ทางฝั่งเอเชียแปซิฟิก บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 3.00% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ส่วนในฝั่งไทย เรายังคงประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังมีมติเอกฉันท์ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ไว้ที่ระดับ 1.00% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้อยังคงมีอยู่จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูงและภาวะ Super El Nino แต่ยังไม่เห็นสัญญาณเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว่าง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทำให้ กนง. สามารถคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันได้
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึง รอติดตามสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ อย่าง Microsoft และ Alphabet
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจต้องการรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน นอกจากนี้ เงินบาทอาจพอได้อานิสงส์บ้าง จากความหวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลงในระยะสั้น โดยเฉพาะหลังผลการเลือกตั้งของอิสราเอลล่าสุด ยังไม่มีผู้ชนะเด็ดขาด ที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ อย่างไรก็ดี เราคงประเมินว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มคลี่คลายลงชัดเจน
ทั้งนี้ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุม FOMC ของ FED แม้เราและบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ รวมถึงบรรดาผู้เล่นในตลาดจะมองว่า FED อาจเลือกคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่หาก FED “ขึ้นดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์” ตลาด (ซึ่งแม้โอกาสจะเกิดต่ำมาก) เรามองว่า เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น เร็ว แรง พร้อมสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำและเงินบาทได้พอสมควร โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และแม้ FED จะคงดอกเบี้ยตามคาด พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ตามที่ตลาดได้คาดหวังไปพอสมควรแล้ว เรามองว่า เงินบาทอาจไม่ได้แข็งค่าขึ้นมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างคงคาดหวัง ว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 1 ครั้ง ในเดือนธันวาคมนี้ และอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ อาจต้องรอลุ้นผลการประชุม FOMC เดือนธันวาคม ว่าจะมี Dot Plot ใหม่อย่างไร หาก Dot Plot ใหม่ ยังคงย้ำว่า FED อาจคงดอกเบี้ย หรือมีโอกาสลดดอกเบี้ยมากขึ้นในปีหน้า อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยใหม่ กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง พร้อมหนุนเงินบาทได้
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
#น้ำมัน #ทองคำ #กรุงไทย #กนง









