“โกลเบล็ก” มองหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งแคบ แนะเก็บหุ้นอสังหาฯ รับมาตรการสินเชื่อใหม่

บล.โกลเบล็ก (GBS) ชี้ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,550-1,590 จุด เผชิญแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ย FED และสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมเปิดโผหุ้นอสังหาฯ เด่น LPN, PSH, SPALI, SENA และ ORI รับปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ

Advertisement

วันที่ 20 ตุลาคม 2569 นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) สัปดาห์นี้มีโอกาสปรับตัวลงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นแรงตามสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่ม ETRON หลังหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของสหรัฐเผชิญแรงขายระลอกใหม่ โดยมองกรอบดัชนีเคลื่อนไหวที่ 1,550-1,590 จุด

สำหรับปัจจัยสนับสนุนตลาดในประเทศและต่างประเทศประกอบด้วย มุมมองของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มองแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในแง่ดีและรู้สึกประหลาดใจที่เศรษฐกิจทั่วโลกรับมือได้ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ และนโยบายการเงินเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ด้านกระทรวงการคลังเตรียมเสนอปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่อ ครม. ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า หรืออย่างช้าภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยปรับขึ้นภาษีรถอีวีนำเข้าทั้งคันที่ไม่ใช้ชิ้นส่วนผลิตในไทยจากเดิม 10% เป็นไม่ต่ำกว่า 30% เพื่อปกป้องผู้ประกอบการที่ลงทุนตั้งโรงงานและเครือข่ายการผลิตในไทย จูงใจค่ายรถที่ยังนำเข้าทั้งคันให้หันมาลงทุนผลิตในประเทศมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2570

นอกจากนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่าภายในปี 2573 กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีโครงข่ายรถไฟฟ้าระยะที่ 1 ครบ 9 สี 14 เส้นทาง ระยะทางรวมเกือบ 280 กิโลเมตร หลังเตรียมเปิดบริการเพิ่มอีก 3 โครงการ ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี ในปี 2571 รวมถึงสายสีส้มฝั่งตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-บางขุนนนท์ และสายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ในปี 2573

 

ขณะเดียวกัน MSCI เตรียมถอดตลาดหุ้นอินโดนีเซียออกจากกลุ่มดัชนีระดับโลก หลังประเมินว่าไม่ผ่านเกณฑ์การคงสถานะ “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) อีกต่อไป ซึ่งจะเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลออกมหาศาล และส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังคงเผชิญปัจจัยกดดันจากต่างประเทศ ได้แก่ ไต้หวันพิจารณาเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปยังจีนเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ ในการสกัดการลักลอบส่งชิปและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขั้นสูง ประชาชนประมาณ 550,000 คนเข้าร่วมการประท้วงทั่วประเทศฝรั่งเศสในประเด็นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าครองชีพ การศึกษา และบริการสาธารณะ

ขณะที่สหรัฐมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายนปรับขึ้น 3.7% YoY สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 3.6% YoY จากระดับ 3.4% YoY ในเดือนสิงหาคม และ แมรี ดาลี ประธาน FED สาขาซานฟรานซิสโก และ จอห์น วิลเลียมส์ ประธาน FED สาขานิวยอร์ก ที่ส่งสัญญาณว่า FED อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ, เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 42% ในการคาดการณ์ว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้เพิ่มขึ้นจากระดับ 22% ในครั้งก่อนการเปิดเผยข้อมูล CPI และให้น้ำหนักมากถึง 93% ในการคาดการณ์ว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม รวมถึงรัฐบาลจีนเตือนไต้หวันว่าต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา หลังหน่วยยามฝั่งไต้หวันใช้ปืนฉีดน้ำยิงใส่เรือประมงจีนใกล้หมู่เกาะตงซาในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นการจงใจ ยั่วยุ ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน

ด้านปัจจัยที่ต้องจับตาในประเทศ ได้แก่ ภายในวันที่ 21 ตุลาคม หุ้นกลุ่มธนาคารส่งงบการเงินงวด 3Q69, สัปดาห์ที่ 4 กระทรวงพาณิชย์แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วย ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, วันที่ 28 ตุลาคม กำหนดการประชุม กนง. ครั้งที่ 5/69, วันที่ 30 ตุลาคม ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย และสัปดาห์ที่ 5 ติดตามดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม รวมถึงรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจาก สศอ. และ สศค. ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ วันที่ 20 ตุลาคม อียูรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และสหรัฐฯ รายงานตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน การอนุญาตก่อสร้าง และยอดทำสัญญาขายบ้านเดือนกันยายน, วันที่ 21 ตุลาคม ญี่ปุ่นรายงานดุลการค้า และสหรัฐฯ รายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์, วันที่ 22 ตุลาคม อียูรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และสหรัฐฯ รายงานผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน, วันที่ 27-28 ตุลาคม กำหนดการประชุม FED ครั้งที่ 7/69, วันที่ 29 ตุลาคม กำหนดการประชุม ECB, วันที่ 30 ตุลาคม กำหนดการประชุม BOJ และวันที่ 3 พฤศจิกายน ติดตามการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ประจำปี 2569

ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ได้แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS จากการมีสินค้าบ้านและ/หรือคอนโดมิเนียมระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทได้แก่ LPN (yield 6.5%), PSH (yield 2.9%), SPALI (yield 7.8%), SENA (yield 8.4%) และ ORI (4.1%)

#ทอง #โกลเบล็ก #หุ้น