ค่าเงินบาทเปิด 33.42 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ราคาทองคำทยอยปรับตัวสูงขึ้น น้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ค่าเงินบาทเปิด 33.42 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ราคาทองคำทยอยปรับตัวสูงขึ้น หนุนโดยความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

Advertisement

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ 17.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น ทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.37-33.57 บาทต่อดอลลาร์) หลังความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ยังคงกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor และทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น หนุนโดยความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ จนราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทและมีจังหวะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง ก่อนที่ราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หนุนการแข็งค่าขึ้นอีกครั้งของเงินบาท

สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ทว่าถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง

จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประเด็นการเมืองยุโรป พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึง รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน

เงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดัน ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เช่น ฝั่งยุโรป แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงร้อนแรงขึ้น จะช่วยพยุงเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัดและเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนสูงในลักษณะ Two-way risk ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ควรจับตา ทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทด้วยเช่นกัน มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.10-33.75 บาท/ดอลลาร์ ประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัดและเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุดยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น โดยความเสี่ยง Two-Way Risk ดังกล่าว ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง

ในระยะสั้น ผู้เล่นในตลาดตอบสนองต่อประเด็น AI มากกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ดังจะเห็นได้จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ พร้อมกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันจากแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ทำให้ เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนอยู่ หากความกังวลต่อประเด็น AI ยังคงดำเนินต่อไปและส่งผลต่อตลาดการเงินมากกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า เงินบาทยังไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่าผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งนี้ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของสกุลเงินฝั่งยุโรป โดยเฉพาะเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ที่จะผันผวนตามการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ส่วนเงินยูโร (EUR) จะผันผวนตามสถานการณ์การเมืองในฝรั่งเศสและสเปน เป็นสำคัญ

ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากแข็งค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวรับสำคัญในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.40 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเพิ่มโอกาสเงินบาทกลับสู่แนวโน้มการแข็งค่าได้อีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame รายวัน

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนตุลาคม และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ Tesla, SpaceX, Meta เป็นต้น โดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้พอควร

ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนกันยายน รวมถึง ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ อาทิ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งอาจชี้ชะตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเฉพาะการประชุมเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 92% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤศจิกายนและอาจขึ้นดอกเบี้ยราว 4 ครั้ง ภายในไตรมาส 3 ของปี 2027 พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB และ BOE นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนตุลาคม ของทั้งอังกฤษ และยูโรโซน รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ของยูโรโซนที่สำรวจโดย ECB

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงาน อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 รวมถึง ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนกันยายน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) ทั้งนี้ ภาพเศรษฐกิจในประเทศจีนที่ยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก อาจทำให้ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) อายุ 1 ปี และ 5 ปี ไว้ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนตุลาคม เพื่อประกอบการประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้ และโดยรวม BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง ภายใน ไตรมาส 3 ของปี 2027

ในส่วนผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 5.25% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ และลดแรงกดดันต่อเงินฟิลิปปินส์เปโซ (PHP) ขณะที่ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) และธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.00% และ 5.75% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม BI อาจส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินอินโดนีเซียรูเปียะห์ (IDR) หลังตลาดหุ้นอินโดนีเซียเสี่ยงเผชิญแรงเทขายรุนแรงต่อเนื่องจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ตอบรับความเสี่ยงที่ MSCI อาจถอดถอนตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากสถานะตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และอาจปรับลดสถานะเป็น Standalone Market (เช่น อาร์เจนตินา เลบานอน และปาเลสไตน์)

#ราคาทองรูปพรรณ #กรุงไทย #ราคาน้ำมันพรุ่งนี้