อธิบดีกรมการปกครองกำชับฝ่ายปกครอง สร้างการรับรู้ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.69 คนไทยกว่า 30 ล้านหลังคาเรือน มีหลักประกัน น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว

อธิบดีกรมการปกครองกำชับฝ่ายปกครอง สร้างการรับรู้ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.69 คนไทยกว่า 30 ล้านหลังคาเรือนมีหลักประกัน น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว ความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยจากน้ำท่วมรับค่าสินไหมทดแทนวงเงินคุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาท ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนวงเงินคุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาท กรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติทั้ง 3 ประเภทได้รับความคุ้มครอง 2 ล้านบาทต่อคน

Advertisement

วันที่ 28 กันยายน 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติของประเทศ และสร้างหลักประกันให้แก่ประชาชน โดยมุ่งคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน จากภัยพิบัติสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว กำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ได้กำชับให้ฝ่ายปกครองทุกระดับ ทั้งจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานในพื้นที่ เร่งสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และขั้นตอนการขอรับค่าสินไหมทดแทน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิและได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ

สำหรับความคุ้มครอง ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ โดยกรณี ความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยจากน้ำท่วม จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และสามารถได้รับเพิ่มเติมตามระดับความเสียหายสูงสุดอีก 90,000 บาท รวมวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น

ส่วนกรณี วาตภัยและแผ่นดินไหว กำหนดค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และสามารถได้รับเพิ่มเติมตามเงื่อนไขสูงสุดอีก 95,000 บาท รวมวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ขณะที่กรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติทั้ง 3 ประเภท จะได้รับความคุ้มครอง 2,000,000 บาทต่อคน ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้ ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการปรับแนวทางการบริหารความเสี่ยงจากเดิมที่ประชาชนต้องรอการช่วยเหลือหรือเยียวยาภายหลังเกิดภัย มาเป็นการมีระบบประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายล่วงหน้า ช่วยให้ประชาชนมีหลักประกันและสามารถฟื้นฟูความเสียหายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมการปกครอง ย้ำว่า ขอให้ฝ่ายปกครองทุกพื้นที่ สื่อสารข้อมูลไปยังประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และเครือข่ายภาคีในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถใช้สิทธิจากระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติได้อย่างเต็มที่เมื่อเกิดเหตุ

#ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ