ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways ก่อนที่จะเสี่ยงผันผวนสูงและเผชิญ Two-way risk เมื่อรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงอาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์ และต้องระวังความผันผวนจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.50-33.30 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.00 บาท/ดอลลาร์

Advertisement

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวน แต่ไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.86-33.05 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าทดสอบโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นบ้าง ตามรายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ทว่า จังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และมีส่วนทำให้ เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์มากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้

สัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) สหรัฐฯ ล่าสุด ที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต PPI สหรัฐฯ และ ผลการประชุม ECB

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

  • ฝั่งสหรัฐฯไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ รายงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนสิงหาคม รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนกันยายน ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) เราประเมินว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้อย่างมีนัยสำคัญ หลังล่าสุด บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ต่างให้ความสำคัญกับแนวโน้มเงินเฟ้อ และส่วนใหญ่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดให้โอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ราว 40% โดยให้โอกาสถึง 62% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ได้ทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 7 กันยายน ของตลาดการเงินเอเชีย
  • ฝั่งยุโรปไฮไลท์สำคัญ คือ การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเรามองว่า ECB อาจเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) อีก 1 ครั้ง +25bps สู่ระดับ50% สอดคล้องกับการส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา คาดการณ์เศรษฐกิจใหม่จากทาง ECB และการส่งสัญญาณต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ในระยะข้างหน้า ในช่วง Press Conference โดยประธาน ECB Christine Lagarde ทั้งนี้ ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 89% ที่ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยให้โอกาสถึง 99.5% ที่ ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ส่วนในฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจรายเดือน (Monthly GDP) รวมถึง รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนกรกฎาคม
  • ฝั่งเอเชียผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงาน ยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) เดือนสิงหาคม รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนสิงหาคม ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงาน อัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนกรกฎาคม และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนสิงหาคม เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 114% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดได้ประเมินว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยถึง +50bps ราว 14% ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ สอดคล้องกับถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ BOJ ในช่วงสัปดาห์ก่อน ที่ระบุถึง ความเป็นไปได้ที่ BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ย +50bps
  • ฝั่งไทยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนสิงหาคม ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 2.4% (+0.5%m/m) ตามผลของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อาจสูงขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 1.4% นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนสิงหาคม

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้มีกำลังมากขึ้น และในเชิงกลยุทธ์ Trend-Following ในกรอบ Time Frame รายวันนั้น เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น อีกครั้ง หลังแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หรือ อย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ทว่าในระยะสั้น ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่หนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างต้องการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED และเราขอย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

โดยหาก รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด หรือชะลอลงตามคาด อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง กดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลง พร้อมหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เพิ่มโอกาสที่เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.20-33.50 บาทต่อดอลลาร์) ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways ก่อนที่จะเสี่ยงผันผวนสูงและเผชิญ Two-way risk เมื่อรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงอาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์ และต้องระวังความผันผวนจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.50-33.30 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.00 บาท/ดอลลาร์

#ตลาดการเงิน