ค่าเงินบาทเปิด 33.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นสู่ระดับ 4,388 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีส่วนช่วยหนุนเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงถูกจำกัดอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่และยังไม่มีแนวโน้มที่จะทยอยคลี่คลายลงได้ในระยะสั้น ส่งผลให้ราคาพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อ อีกทั้งผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์ เพื่อรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้
วันที่ 3 กันยายน 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.32 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.10-33.34 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงแรงของเงินดอลลาร์ หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็วและแรง จากที่ใกล้โซน 160 เยนต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 158.22 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะอ่อนค่าลง กลับสู่บริเวณล่าสุดแถว 159 เยนต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น รวมถึงโอกาสที่ทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ซึ่งถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ BOJ บางท่านยังได้สะท้อนถึงโอกาสที่ BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย +50bps ได้
นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ยังพอช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่ระดับ 4,388 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีส่วนช่วยหนุนเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงถูกจำกัดอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่และยังไม่มีแนวโน้มที่จะทยอยคลี่คลายลงได้ในระยะสั้น ส่งผลให้ ราคาพลังงาน ทั้ง ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อ อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์ เพื่อรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมได้แรงหนุนบ้างจากการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ยังคงออกมาสดใส ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และความเสี่ยงที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.56% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.46 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.45%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.24% ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งหนุนให้ราคาแก๊สธรรมชาติในยุโรปปรับตัวสูงขึ้น สร้างความกังวลเพิ่มเติมต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและโอกาสที่บรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป อย่าง ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่ม Healthcare ที่ยังคงปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง สู่โซน 4.78% หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาผสมผสาน ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ไว้ราว 52% ทว่า บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงร้อนแรงอยู่ รวมถึงประเด็นฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงจำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อนึ่ง เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจากระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวปัจจุบัน สามารถรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง ซึ่ง FED อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.00% ได้ โดยระดับดังกล่าวต่ำกว่า จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.20%-5.30% และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ตามจังหวะการแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่นและโอกาสที่ BOJ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนอยู่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.4-99.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัดไว้แถว 4,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนสิงหาคม รวมถึง รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อาทิ ยอด Challenger’s Job Cuts และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED อย่าง Christopher Waller อย่างใกล้ชิด (ทยอยรับรู้ในช่วง 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED โดยเฉพาะ โอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนกันยายน นี้
ในฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% หลังอัตราเงินเฟ้อได้ทยอยชะลอตัวลง อยู่ในกรอบเป้าหมายของ BNM พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี RatingDog PMI ภาคการบริการ ในเดือนสิงหาคม รวมถึง รอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของเวียดนาม อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนสิงหาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนาม
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจใช้จังหวะที่เงินเยนญี่ปุ่น แข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในการทยอยเพิ่มสถานะ Short JPY (มองเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง) ดังจะเห็นได้จากมุมมองและคำแนะนำในการ Short JPY ของบรรดานักวิเคราะห์ในต่างประเทศ ที่ต่างมองว่า ในช่วงปลายปี เงินเยนญี่ปุ่นยังมีโอกาสอ่อนค่าลง เหนือโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ โดยภาพดังกล่าว กอปรกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะช่วยชะลอและจำกัดการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์
ทั้งนี้ หากตลาดการเงินเอเชียอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงบ้าง ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจพอช่วยหนุนบรรดาสกุลเงินเอเชียได้ แต่เราประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทอาจจะถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ( แนวรับถัดไปจะอยู่ในช่วง 32.80-32.85 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่ การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดไว้แถวบริเวณโซนแนวต้านแถว 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าเพิ่มเติมนั้น ยังคงมีอยู่ หากผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น โดยจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐน ที่จะทยอยรับรู้เพิ่มเติม รวมถึง ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED อย่าง Christopher Waller
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายสัปดาห์ (เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้ม อ่อนค่าลง ใน Time Frame รายวัน หลังอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์) มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.05-33.30 บาท/ดอลลาร์
#กรุงไทย









