ประธาน กกร.ชี้เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำคือโอกาสใหม่ของไทย เร่ง “Reinvent Thailand” นำ SME เข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจสีเขียว

ประธานร่วม กกร.ชู Low-carbon Transition เป็นทั้งโอกาสด้านการลงทุนและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เร่งขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” เชื่อมภาครัฐ–เอกชน–การเงิน เปลี่ยนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง พร้อมดึง SME เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านตลอด Value Chain เตรียมใช้ Bangkok Business Summit 2026 เป็นเวทีแสดงศักยภาพเศรษฐกิจไทย ก่อนต่อยอดสู่เวที IMF–World Bank และการขับเคลื่อนอาเซียนในปี 2571
นายผยง ศรีวณิช ประธานร่วมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของภาคเอกชน” ในงาน ESG Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด “ASEAN in Action : Powering Inclusive Green Transition” โดยชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์สำคัญของความสามารถในการแข่งขัน การลงทุน และการเติบโตของไทยในระยะต่อไป
โดยประเทศไทยกำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรูปแบบการเติบโตเดิมที่พึ่งพาความได้เปรียบด้านต้นทุน การส่งออก การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก เริ่มไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในโลกยุคใหม่ สะท้อนจากการประเมินของ IMF ที่คาดว่า เศรษฐกิจไทยในระยะกลางจะเติบโตประมาณ 2.4% เทียบกับประมาณ 5% ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจนอกระบบ ความสามารถในการแข่งขัน และประสิทธิภาพของภาครัฐ ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ทั้งนี้ ในช่วงที่กติกาการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลง นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นกับความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยประเทศที่มีเสถียรภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนที่แข่งขันได้ และสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดจะมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้มากขึ้น
“การปล่อยคาร์บอนต่ำไม่ได้แยกออกจากความสามารถในการแข่งขันอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น Low-carbon Transition จึงไม่ใช่เพียงโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นทั้งโอกาสด้านการลงทุนและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
จากบริบทดังกล่าว การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จึงต้องเปลี่ยน Climate Investment ให้เป็นโอกาสในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ทั้งพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การผลิตคาร์บอนต่ำ รถยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Climate Change ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งจะช่วยทั้งดึงดูดการลงทุน สร้างธุรกิจใหม่ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต
โดยธนาคารโลกประเมินว่า ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนประมาณ 219,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7.3 ล้านล้านบาท ในช่วงปี 2025–2050 เพื่อรับมือและลดผลกระทบจาก Climate Change ขณะที่ไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยรวมจากประมาณ 23% เป็น 30% ของ GDP สะท้อนว่า Climate Investment จะเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องมีกลไกที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน โดย “Reinvent Thailand” จะทำหน้าที่เป็น Platform สำหรับการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงิน และหน่วยงานด้านเทคนิค เพื่อให้การกำหนดนโยบาย การลงทุน และการแก้ไขอุปสรรคทางธุรกิจ อยู่บนข้อมูล เป้าหมาย และผลลัพธ์เดียวกัน โดยหัวใจสำคัญคือ การลงมือทำ เพราะการเปลี่ยนผ่านจากนโยบายไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิดการลงทุนจริง และการเปลี่ยนแปลงจริงในภาคธุรกิจ
SME ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ โดยบริษัทขนาดใหญ่ต้องช่วยให้ SME และซัพพลายเออร์ปรับตัวไปพร้อมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การให้ความรู้ การพัฒนามาตรฐานและเครื่องมือดิจิทัล เพื่อลดต้นทุนในการวัดและรายงานข้อมูลคาร์บอนที่มีความน่าเชื่อถือและมีต้นทุนที่เหมาะสม (Reliable and Affordable Data) ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและลดคาร์บอน รวมถึงใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับตัว พร้อมเชื่อมโยงแผนการเปลี่ยนผ่านที่น่าเชื่อถือและข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบเข้ากับแหล่งเงินทุน เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถประเมินและสนับสนุนธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น พร้อมปรับตัวและแข่งขันได้ภายใต้กติกาใหม่ของโลก”
ประธานกกร. กล่าวในตอนท้ายว่า ในวันที่ 3 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะมีการจัด Bangkok Business Summit 2026 : Reinvent THAILAND, Resilient ASEAN เพื่อรวมผู้นำภาครัฐและภาคเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” และ “Resilient ASEAN” พร้อมนำศักยภาพและแนวทางการเปลี่ยนผ่านของไทยไปสู่เวทีระดับโลก ก่อนต่อยอดสู่การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคม ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อวางรากฐานสำหรับการต่อยอดความร่วมมือในการขับเคลื่อนอาเซียนในปี 2571 ซึ่งเวทีเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของ Journey เดียวกันตั้งแต่การสร้างบทสนทนาในประเทศ การกำหนดวาระร่วมกันไปสู่การลงมือทำและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม ก่อนเชื่อมโยงประเทศไทยกับความร่วมมือระดับภูมิภาคและเวทีเศรษฐกิจโลก
“ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเติบโตกับความยั่งยืน แต่ต้องทำให้ ความยั่งยืนเป็นแหล่งสร้างการเติบโต การลดคาร์บอนเป็นแหล่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างภูมิคุ้มกันเป็นโอกาสด้านการลงทุน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นมากกว่าการรับมือกับ Climate Change แต่เป็นเส้นทางสำคัญในการ “Reinvent Thailand for the Next Era”
#เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ