พาณิชย์เดินหน้า ACFTA 3.0 พลิกโฉมการค้าอาเซียน-จีน มุ่งเป้าบังคับใช้ภายในปี 2569

กระทรวงพาณิชย์ เจรจายกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area Version 3.0 : ACFTA 3.0) เพื่อให้ข้อตกลงทางการค้าอาเซียน-จีนมีความทันสมัยและครอบคลุมบริบทการค้ายุคใหม่มากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าให้ความตกลงมีผลใช้บังคับภายในปี 2569 นี้ ซึ่งจะช่วยรองรับการก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ติดตามพิธีสารการยกระดับ ACFTA 3.0 ที่สืบเนื่องมาจากการที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และจีน ได้ลงนามในพิธีสารฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ซึ่งเป็นการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ครั้งที่ 2 จากการลงนามครั้งแรกในปี 2545 ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เห็นชอบให้เสนอพิธีสารยกระดับ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ
พิธีสาร ACFTA 3.0 เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอาเซียน-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ (1) การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค (2) เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อรองรับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ (3) เศรษฐกิจสีเขียวมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน (4) ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในภาคการผลิต และ (5) วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าถึงตลาดจีนและอาเซียนได้สะดวกขึ้น พร้อมทั้งลดอุปสรรคทางการค้า ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และไทย ได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากฝ่ายจีนดำเนินกระบวนการฯ แล้วเสร็จ จะทำให้พิธีสารดังกล่าวมีผลใช้บังคับภายใน 60 วัน
นางอารดา เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายใต้ ACFTA 3.0 แม้จะไม่มีการลดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหรือเปิดตลาดใหม่ แต่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยจะได้รับแต้มต่อทางการค้าที่สำคัญ ประกอบด้วย การอำนวยความสะดวกทางการค้าที่รวดเร็วขึ้นโดยสามารถตรวจปล่อยสินค้าด่วนภายใน 6 ชั่วโมง การลดต้นทุนและเวลา โดยใช้ระบบไร้เอกสารผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EODES) การมีกฎเกณฑ์รองรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ข้ามพรมแดน ซึ่งช่วยให้ MSMEs ของไทยสามารถนำสินค้าวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มจีนได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดในไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ไทยและอาเซียนสามารถเข้าถึงการสนับสนุนเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนโดยจีน
จากสถิติและมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีน พบว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียนต่อเนื่องเป็นเวลา 16 ปี โดยในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน มีมูลค่า 916,149.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 18.59 จากปีก่อนหน้า โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากเวียดนามและมาเลเซีย สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 641,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาเซียนส่งออกไปจีน มูลค่า 234,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากจีน มูลค่า 406,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียนไปจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ เหล็กและเหล็กกล้า ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของอาเซียนจากจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น
กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกในการส่งออกและนำเข้าสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ จะติดตามและนำเสนอความคืบหน้าของ ACFTA 3.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากพิธีสารฉบับดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของไทย
#กระทรวงพาณิชย์ #การค้าเสรีอาเซียนจีน #อารดาเฟื่องทอง #กรมการค้าต่างประเทศ #ACFTA30