ค่าเงินบาทเปิด 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลงแถวระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำสู่โซน 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.74 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 32.67-32.76 บาทต่อดอลลาร์) ตอบรับกระแสข่าว สหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจกลับมาเจรจาหยุดยิงกันอีกครั้ง ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง กดดันให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลงแถวระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ ภาพดัวกล่าวยังได้ หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก รวมถึงจังหวะปรับตัวลดลงของทั้ง เงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ ราคาพลังงานปรับตัวลดลง และช่วยให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ รวมถึงโอกาสที่ FED อาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยภาพดังกล่าวยังได้ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลง ส่งผลดีต่อบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังถูกจำกัดอยู่ หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium รวมถึงรายงานผลประกอบการของ Nvidia+2.2% ในช่วง After Close ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันพุธนี้ ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.30% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.32% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.66%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อ +0.35% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ที่ยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงนี้ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่ระดับ 4.64% ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงถูกจำกัดจากความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นที่บริษัท AI ต่างออกหุ้นกู้จำนวนมาก อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของประธาน FED ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ดี เราอาจจำเป็นต้องปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ใหม่อีกครั้ง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นชัดเจน จนราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง (ราคาน้ำมันดิบ เกินหรืออยู่แถว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) นานกว่าคาด
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ตามความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังคงถูกจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้น ทั้ง รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 98.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.8-99.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มการกลับมาเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงจังหวะย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ทว่าการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัดแถวโซน 4,710 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วนและบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ของสหรัฐฯ อย่าง คาดการณ์ครั้งที่สองของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ปี 2026 และยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เดือนกรกฎาคม เป็นต้น
ส่วนทางฝั่งไทย เราคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติ “เป็นเอกฉันท์” ให้ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.00% แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวดีกว่าคาดในไตรมาสที่ 2 ทว่า โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและเป็นการขยายตัวที่ไม่ทั่วถึง (K-Shaped) ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ และยังไม่เห็นการส่งผ่านต้นทุน สู่ราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง จนอาจทำให้ อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น พร้อมกับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่เสี่ยงหลุดจากยึดเหนี่ยวจากกรอบเป้าหมาย
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มมีสัญญาณของการกลับมาเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าโดยรวมสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ Nvidia ที่จะรับรู้ในช่วง After Close ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในคืนวันพุธนี้ และการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยโซนแนวต้านแรกในเชิงเทคนิคัลจะอยู่แถวบริเวณ เส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน ราว 32.80-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนแนวต้านสำคัญจะอยู่ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่บริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอยู่แถวเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน) โดยเราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในคืนวันพุธนี้ และอาจต้องการรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนสถานะถือครองที่ชัดเจน
อนึ่ง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวัง ความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ อัตราเงินเฟ้อ PCE ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อาจชะลอตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ +3.6%y/y (+0.1%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE อาจทรงตัวที่ระดับ 3.3% (+0.2%m/m) ซึ่งภาพดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยรับรู้ไปพอควรแล้ว นับตั้งแต่รับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI จนนำไปสู่การทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เหลือเพียงโอกาส 100% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ เรามองว่า ควรระวังความเสี่ยงที่ หากอัตราเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าคาด หรือแม้กระทั่งเร่งสูงขึ้น อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ พร้อมกับกดดันทั้ง ราคาทองคำและเงินบาทได้พอสมควร
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายวัน และหากอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะทำให้ใน Time Frame รายสัปดาห์นั้น เงินบาทได้กลับสู่ แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” เช่นกัน มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.85 บาท/ดอลลาร์
#เงินบาท #ราคาทอง #น้ำมัน #กรุงไทย #ตลาดการเงิน









