SCB WEALTH จัดสัมมนา THE NEW MARKET REGIME ชูพลัง One Smart Wealth ผนึกกลุ่ม SCBX – พันธมิตรระดับโลกเปลี่ยนความผันผวนเป็นโอกาสมุ่งสู่ความมั่งคั่ง

SCB WEALTH ร่วมกับ SCBAM, InnovestX และพันธมิตรการลงทุนระดับโลก จัดสัมมนา “SCB WEALTH INVESTMENT OUTLOOK : THE NEW MARKET REGIME:Turning Uncertainty into Opportunity” พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ One Smart Wealth ยกระดับการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม ผ่าน VAULT Framework ที่ครอบคลุมการบริหารทรัพย์สิน 5 มิติ และเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับเป้าหมายชีวิตของลูกค้า โดย BlackRock แนะยกระดับ Core Portfolio ด้วยการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งประเภทสินทรัพย์ อุตสาหกรรม และภูมิภาค รวมถึงเสริม Liquid Alternatives แทนพอร์ตแบบดั้งเดิม 60:40 ที่อาจกระจายความเสี่ยงได้ลดลงในตลาดยุคใหม่ พร้อมชู 3 ธีมหลัก ได้แก่ AI Scarcity, Beyond Labels และ Durable Income ด้าน SCB CIO มอง AI ยังคงเป็น Mega Force สำคัญในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากการกระจุกตัวและการปรับฐาน จึงแนะนำกระจายการลงทุนจากธุรกิจ AI ต้นน้ำสู่กลุ่มกลางน้ำและปลายน้ำ ขณะที่ InnovestX ประเมินหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยังไม่อยู่ในภาวะฟองสบู่และมีแนวโน้มขาขึ้นต่ออย่างน้อย 1 ปี จากแรงหนุนของ AI และการลงทุนใน Data Center แต่ด้วยมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง นักลงทุนควร เน้นลงทุนแบบ Selective และอาจพิจารณา Structured Notes ที่เชื่อมโยงกับธีม AI ส่วน SCBAM แนะเพิ่ม Hedge Fund เป็นส่วนเสริมของพอร์ต เพื่อกระจายแหล่งผลตอบแทนและลดความผันผวน โดยเหมาะสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีความเข้าใจผลิตภัณฑ์ สามารถรับความเสี่ยงสูง และลงทุนระยะยาวได้

Advertisement

นางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB WEALTH ได้จัดสัมมนา SCB WEALTH MARKET OUTLOOK ภายใต้หัวข้อTHE NEW MARKET REGIME : Turning Uncertainty into Opportunity ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความท้าทายรูปแบบใหม่ในตลาดการเงิน ทั้งนี้ SCB WEALTH ได้ตระหนักและยึดมั่นมาโดยตลอดคือบทบาทการเป็นเพื่อนคู่คิดทางการเงินที่ลูกค้าไว้วางใจ พร้อมดูแล ปกป้อง และส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมั่นคง การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุน พร้อมนำเสนอแนวทางบริหารพอร์ตที่สอดคล้องกับภาวะตลาดยุคใหม่เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวน ควบคู่กับการสร้างโอกาสการเติบโตของความมั่งคั่งในระยะยาว

นอกจากนี้ SCB WEALTH เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ “ One Smart Wealth ” เพื่อยกระดับการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม โดยผสานศักยภาพกับบริษัทในกลุ่มSCBX และพันธมิตรด้านการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อส่งมอบโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับเป้าหมายของลูกค้าแต่ละราย โดย One Smart Wealth จะเชื่อมต่อศักยภาพจากทุกภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่กลุ่มลูกค้า SCB PRIVATE , SCB FIRST และ SCB PRIME ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านเงินฝาก สินเชื่อ การลงทุน ประกันภัย การวางแผนทรัพย์สิน การวางแผนภาษี และการส่งต่อมรดก พร้อมผสานความเชี่ยวชาญจาก SCB CIO , SCB EIC , Investment Consultant และ Family Office รวมถึงบริษัทในกลุ่ม SCBX และพันธมิตรระดับโลก

ขณะเดียวกัน SCB WEALTH ได้นำ VAULT Framework มาเป็นการวางแผนการบริหารจัดการทรัพย์สิน โดยแบ่งความต้องการทางการเงินออกเป็น 5 มิติสำคัญได้แก่ 1) Value Income สร้างรายได้มุ่งจัดสรรเงินลงทุนเพื่อสร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ รองรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 2) Accumulation สร้างการเติบโต เน้นการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่งคั่ง 3) Umbrella สร้างความคุ้มครอง ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง 4) Liquidity สร้างสภาพคล่อง จัดเตรียมทรัพย์สินที่สามารถนำมาใช้ได้ หากมีความจำเป็นเร่งด่วน และ 5) Tactical สร้างโอกาสระยะสั้น จัดสรรเงินบางส่วนเพื่อคว้าโอกาสจากภาวะตลาด และมุมมองการลงทุนของ SCB CIO ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่เหมาะสม

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวช่วยยกระดับการจัดพอร์ตจากการมุ่งสร้างผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิตของลูกค้าอย่างแท้จริง ตอกย้ำบทบาท Your Trusted Wealth Banking Partner ที่พร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าในทุกเส้นทางสู่ความสำเร็จ เพราะเราเชื่อว่า Your Success. Our Success.”

นายศรชัย สุเนต์ตา CFA, Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ Endgame 2026: Navigating the Market Turning Point ว่า ภาพการลงทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วย 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของกลุ่ม Hyperscalers หรือผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลเป็นวงกว้างต่อทิศทางราคาสินทรัพย์ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก ทั้งนี้ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะธุรกิจต้นน้ำอย่างกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นโดดเด่น เนื่องจากโครงสร้างตลาดมีน้ำหนักของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI อยู่ในระดับสูง ในทางกลับกันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าแม้มีหุ้นเทคโนโลยีและ AI เป็นองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลต่อรายจ่ายลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนความสามารถในการสร้างรายได้และผลตอบแทนให้คุ้มค่ากับเงินลงทุนในอนาคต

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในครึ่งหลังปี 2569 AI ยังคงเป็น “Mega Force” ที่มีศักยภาพสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น AI ต้นน้ำปรับขึ้นมามากและสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปแล้วบางส่วน จึงมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานหากผลประกอบการหรือการเติบโตต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ขณะเดียวกัน นักลงทุนต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นหรือดัชนีที่มีน้ำหนัก AI ต้นน้ำอยู่ในระดับสูง SCB WEALTH จึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังธุรกิจ AI กลางน้ำและปลายน้ำที่มีศักยภาพเติบโต แต่ราคาหุ้นยังปรับขึ้นล่าช้ากว่ากลุ่มต้นน้ำ เพื่อรับโอกาสจากการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมลดการพึ่งพาผลตอบแทนจากหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปมากแล้วเพียงกลุ่มเดียว นอกจากนี้ นักลงทุนควรเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสรายได้ให้แก่พอร์ต เช่น กองทุนที่ลงทุนใน SET REITs หุ้นไทยปันผลสูง ตราสารหนี้ต่างประเทศ และหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ Structured Notes

Mr. Navin Saigal, Managing Director, is Head of Global Fixed Income, Asia Pacific, BlackRock กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นักลงทุนควรจับตา 3 ธีมสำคัญ ซึ่งมีบทบาทต่อทิศทางเศรษฐกิจและการจัดพอร์ตลงทุน ได้แก่ 1) AI Scarcity แม้ AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นส่วนใหญ่ แต่ระดับมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างสูง นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหลักทรัพย์และบริหารความเสี่ยงจากการกระจุกตัวอย่างรอบคอบ 2) Beyond Labels นักลงทุนควรก้าวข้ามการแบ่งประเภทสินทรัพย์ตามกรอบแบบเดิม เนื่องจากสินทรัพย์ที่อยู่คนละประเภทอาจมีปัจจัยเสี่ยงหรือแรงขับเคลื่อนร่วมกัน ส่งผลให้ราคาและผลตอบแทนเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ การกระจายการลงทุนจึงควรวิเคราะห์ให้ลึกถึงปัจจัยพื้นฐานและความเสี่ยงเฉพาะของสินทรัพย์แต่ละราย และ 3) Durable Income การสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและยั่งยืนควบคู่กับการกระจายความเสี่ยง เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างพอร์ตที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความผันผวน นักลงทุนอาจเพิ่มสินทรัพย์ต่างประเทศเพื่อเสริมความหลากหลาย พร้อมกระจายการลงทุนในตราสารหนี้จากตลาดพัฒนาแล้ว ไปยังตราสารหนี้เอเชียที่มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นในระดับต่ำกว่า

นอกจากนี้ นักลงทุนอาจพิจารณาเพิ่มโอกาสลงทุนที่เข้าถึงได้ยากในสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (Private Markets) เพื่อเปิดรับแหล่งผลตอบแทนและรายได้ที่แตกต่างจากสินทรัพย์ในตลาด โดยมูลค่าตลาดหุ้นนอกตลาดทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ตลาดตราสารหนี้นอกตลาดมีมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา Offshore Investment Team Lead บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวในหัวข้อ Bound the Risk, Lock the Return” ว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในแต่ละวัฏจักรที่ผ่านมา มักสอดคล้องกับการเกิดเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้งานใหม่ โดยรอบขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดเกิดขึ้นในช่วงดอทคอม ตามมาด้วยยุคการเติบโตของสมาร์ตโฟนที่มีรอบวัฏจักรขาขึ้นของยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ยาวถึง 4 ปี ขณะที่วัฏจักรปัจจุบันปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาแล้วประมาณ 33 เดือน ซึ่งอยู่บริเวณกึ่งกลางของระยะเวลาเฉลี่ยในรอบขาขึ้นของหุ้นกลุ่มนี้ จึงประเมินว่าแนวโน้มเชิงบวกอาจดำเนินต่อไปได้อีกอย่างน้อย 1 ปี หรือยาวนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ AI สำหรับข้อกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ InnovestX ประเมินว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในปัจจุบันยังไม่เข้าสู่ภาวะดังกล่าว โดยผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มสามารถเติบโตได้ตามที่คาดหรือดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2566

อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างสูง โดยซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ประมาณ 25–30 เท่า สะท้อนว่าราคาไม่ถูก แต่ยังไม่แพงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจะรองรับเนื่องจากธีม AI ได้ยกระดับจากวาระของแต่ละประเทศไปสู่การเป็นวาระสำคัญของโลก ขณะที่การลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงส่งผลเชิงบวกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยรายได้และอัตรากำไรยังเติบโตได้ดีกว่าคาด แม้บริษัทต่าง ๆ ต้องใช้รายจ่ายลงทุน หรือ Capex ในระดับสูง

ทั้งนี้ วัฏจักรขาขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ได้ผ่านพ้นช่วงเริ่มต้นและกำลังเข้าสู่ช่วงกลางถึงปลายรอบ ทำให้ความผันผวนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวหรือปัจจัยใหม่เข้ามากระทบ อาจนำไปสู่การปรับฐานจากระดับความคาดหวังของตลาดที่อยู่ในระดับสูง นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังและเน้นการลงทุนแบบคัดเลือก (Selective) โดยพิจารณาทั้งความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐาน ศักยภาพการเติบโตของผลประกอบการ และระดับมูลค่าหุ้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์ Structured Notes ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเชื่อมโยงกับธีม AI

นายชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM, Head of Investment Consultant ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าว หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นมาพอสมควรแล้ว สะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต แม้แนวโน้มระยะยาวยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ แต่ระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายและความผันผวน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว นักลงทุนควรประเมินอย่างรอบด้านว่า โอกาสสร้างผลตอบแทนมีความคุ้มค่ากับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้หรือไม่ รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมของจังหวะเข้าลงทุน

ทั้งนี้ นักลงทุนที่ต้องการแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากหุ้นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีความกังวลต่อความผันผวนในระยะสั้น อาจพิจารณาทางเลือกการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีโครงสร้างผลตอบแทนสอดคล้องกับมุมมองตลาด หนึ่งในทางเลือกดังกล่าวคือ หุ้นกู้อนุพันธ์แฝงประเภท Fixed Coupon Note ที่มีเงื่อนไข Knock-In, Knock-Out หรือ KIKO Features โดย InnovestX ซึ่งมีอายุตราสารสูงสุด 6 เดือน และมีโอกาสให้ผลตอบแทนในระดับค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบ เนื่องจากโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นย่อมมาพร้อมความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ที่อ้างอิง ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) ที่รับความเสี่ยงได้สูง มีความรู้ความเข้าใจในตราสารซับซ้อน และต้องการโอกาสรับผลตอบแทนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้บริษัทในกลุ่ม SCBX ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนำเสนอ Feature ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ผู้ลงทุนที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการเงินการลงทุน (Relationship Manager : RM)

Mr. Zach Bevevino, CFA, Managing Director and Multi-Asset Strategies & Solutions (MASS) Strategist at BlackRock กล่าวในหัวข้อ Elevating Your Core Allocation” ว่า การกระจายการลงทุนยังเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารพอร์ต เนื่องจากไม่มีสินทรัพย์ใดสร้างผลตอบแทนโดดเด่นได้ต่อเนื่องทุกปี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรปรับพอร์ตให้เหมาะกับตลาดยุคใหม่ที่เผชิญทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ การกระจุกตัวของหุ้นธีม AI และการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันมากขึ้นของหุ้นและตราสารหนี้ ส่งผลให้พอร์ตแบบดั้งเดิมที่มีหุ้นและตราสารหนี้ ในสัดส่วน 60:40 อาจกระจายความเสี่ยงได้ไม่ดีเท่าในอดีต

ทั้งนี้ BlackRock มีมุมมองให้ยกระดับ Core Portfolio ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ครอบคลุมประเภทสินทรัพย์ อุตสาหกรรม และภูมิภาค รวมถึงเพิ่มสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับหุ้นและตราสารหนี้ต่ำ เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต โดยกองทุน SCBGMCORE(A) (ความเสี่ยงระดับ 5) เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ผสมผสานสินทรัพย์และกลยุทธ์ดังกล่าวภายใต้การบริหารของผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ นักลงทุนควรลงทุนอย่างต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงการจับจังหวะเข้าออกตลาดบ่อยครั้ง เพราะอาจพลาดช่วงที่ตลาดสร้างผลตอบแทนโดดเด่น การอยู่ในตลาดเป็นเวลานานขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้น และเพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมายระยะยาว

นางสาวนิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนไม่ควรรอให้สถานการณ์คลี่คลายอย่างชัดเจนก่อนกลับเข้าลงทุน เพราะในหลายกรณีตลาดมักฟื้นตัวก่อนที่ความไม่แน่นอนจะสิ้นสุด ส่งผลให้ผู้ที่รออาจต้องลงทุนในราคาที่สูงขึ้นและพลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว

SCB CIO จึงแนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับ Stay Invested ซึ่งไม่ได้หมายถึงการถือหุ้นตลอดเวลาหรือไม่ปรับพอร์ต แต่คือการมี Core Portfolio ที่แข็งแรงและสามารถปรับตัวได้ เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนการตัดสินใจทุกครั้งที่สภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง โดยใช้แนวคิด Core + Opportunistic คือมี Core Portfolio เป็นรากฐานของพอร์ต ก่อนต่อยอดด้วยการลงทุนเชิงโอกาส (Opportunistic Investments) ตามภาวะตลาดและระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ Core Portfolio ทำหน้าที่ทั้งสร้างการเติบโต กระจายความเสี่ยง และบริหารความผันผวน เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว หนึ่งในทางเลือกสำหรับการลงทุนระยะยาวคือกองทุน SCBGMCORE(A) (ความเสี่ยงระดับ 5) ซึ่งพัฒนาจากความร่วมมือระหว่าง SCB WEALTH และ BlackRock เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการบริหารพอร์ต Global Multi-Asset ระดับโลก กองทุนประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Diversified Core ETFs เพื่อกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก Liquid Alternatives ที่มุ่งสร้าง Absolute Return ผ่านกลยุทธ์ Global Macro และ Volatility Control เพื่อช่วยบริหารความผันผวนของพอร์ต โดยจุดเด่นที่ทำให้ SCBGMCORE แตกต่างจากกองทุน Multi-Asset ทั่วไป คือการนำ Liquid Alternatives มาเป็นส่วนหนึ่งของ Portfolio ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งที่มาของผลตอบแทน และยกระดับประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต สำหรับนักลงทุนที่มีเงินเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐอยู่แล้ว หรือมีเป้าหมายใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในอนาคต เช่น การศึกษาต่อต่างประเทศ หรือการใช้จ่ายในต่างประเทศ สามารถพิจารณาลงทุนในกองทุน SCBUSDGMCORE (ความเสี่ยงระดับ 5) ซึ่งมีนโยบายการลงทุนเช่นเดียวกับ SCBGMCORE(A) แต่ลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและค่าใช้จ่ายในอนาคต

นางสาวนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส Chief Investment Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ (SCBAM) กล่าวว่า ความผันผวนของตลาดมีแนวโน้มเกิดบ่อยและเปลี่ยนรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กระแส AI ทำให้ผลตอบแทนและมูลค่าตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท เพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดอาจปรับขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงได้ นอกจากนี้ ความผันผวนของตลาดตราสารหนี้และสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ค่าสหสัมพันธ์ของผลตอบแทนของหุ้นและตราสารหนี้เปลี่ยนจากระดับติดลบเป็นบวก สะท้อนว่าทั้งสองสินทรัพย์มีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันมากขึ้น การจัดพอร์ตแบบดั้งเดิมที่มีเพียงหุ้นและตราสารหนี้จึงอาจกระจายความเสี่ยงได้ไม่เพียงพอ

SCBAM มองว่า Hedge Fund สามารถใช้เป็นส่วนเสริมของพอร์ต เนื่องจากมีกลยุทธ์ยืดหยุ่น เช่น Long-Short และ Leverage รวมทั้งแสวงหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์หลากหลายประเภท โดยกองทุนของ Verition มีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการสร้างผลตอบแทนต่อความเสี่ยงแต่ Hedge Fund มีข้อจำกัดทั้งด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง และความซับซ้อน จึงเหมาะกับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีความเข้าใจ รับความเสี่ยงได้ในระดับสูงและลงทุนระยะยาวได้

หมายเหตุ: เนื้อหาสรุปจากงานสัมมนา THE NEW MARKET REGIME: Turning Uncertainty into Opportunity ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 20 ก.ค. 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ข้อมูลในหนังสือชี้ชวน รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงเป็นตราสารที่มีความซับซ้อนมากกว่าหุ้นกู้ทั่วไป เนื่องจากเป็นตราสารที่ประกอบด้วยตราสารหนี้และอนุพันธ์แฝง (embedded derivatives) โดยการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง จะมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงของปัจจัยอ้างอิง ความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออกตราสาร เป็นต้น
  • ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วน หากหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงชุดใดไม่ได้มีการคุ้มครองเงินต้นในจำนวนร้อยละ 100% ของมูลค่าที่ตราไว้ นอกจากนั้นหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงยังเป็นตราสารที่มีสภาพคล่องต่ำและมีตลาดรองที่มีขอบเขตจำกัด ดังนั้น ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผู้ออกหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงอาจจะเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงหลายชุด ซึ่งหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงแต่ละชุดจะมีอายุแตกต่างกัน และมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน ซึ่งโดยทั่วไปหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงที่มีอายุมากกว่าจะมีความเสี่ยงสูงกว่า
  • การลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงนี้เป็นธุรกรรมที่ไม่ใช่ “เงินฝาก” และธุรกรรมการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงดังกล่าวจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากแต่อย่างใด
  • Complex Fund /Complex product กองทุนรวมหรือผลิตภัณฑ์ตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน มีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการกองทุนรวม/ผลิตภัณฑ์ตลาดทุนทั่วไป ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน
  • การลงทุนในผลิตภัณฑ์ตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องและขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน
  • เงื่อนไขของผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงแฝงเป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้ออกและผู้ถือหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Final Terms) ที่เกี่ยวข้อง
  • ผลิตภัณฑ์นี้มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Risk) ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • ผู้ออกหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงและผู้ถือหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงจะต้องไม่เสนอขาย / โอนหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงไม่ว่าทอดใด ให้แก่บุคคลที่ไม่ใช่ผู้ลงทุนสถาบันหรือผู้ลงทุนรายใหญ่
  • เงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนและเงินต้นอ้างอิงกับปัจจัยอ้างอิงที่อาจมีผลกระทบต่อผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับ อาจเปลี่ยนแปลงได้จากอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไปตลอดระยะเวลาที่ถือครองหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง และผู้ลงทุนมีความเสี่ยงที่จะสูญเงินลงทุนหากไม่มีการคุ้มครองเงินต้น
  • กองทุน SCBGMCORE(A) และกองทุน SCBUSDGMCORE ความเสี่ยง 5 คือเสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง
  • กองทุนรวมSCBGMCORE(A) และกองทุน SCBUSDGMCORE บริหารจัดการการลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่างประเทศโดยBlackRockภายใต้สัญญาแต่งตั้งรับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนเป็นไปตามที่ระบุในโครงการจัดการกองทุนโดยบลจ.ไทยพาณิชย์ กองทุนนี้ไม่เหมาะสมกับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอหรือต้องการรักษาเงินต้น ผู้ลงทุนโปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  • ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน ได้ที่ https://www.scbam.com/th/fund/various-assets/fund-information/scbgmcorea โปรดศึกษารายละเอียดข้อมูลกองทุนกับบลจ.ไทยพาณิชย์อีกครั้ง
  • ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนได้ที่ https://www.scbam.com/th/fund/Foreign-Currency-Fund/fund-information/scbusdgmcore โปรดศึกษารายละเอียดข้อมูลกองทุนกับบลจ. ไทยพาณิชย์อีกครั้ง
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777