เมื่อมองดูความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา ในห้วงขณะนี้ ก็ย่อมปฏิเสธได้ยากว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และนายกรัฐมนตรีคนนี้ กำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งที่คาดกันว่าจะมีในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เช่นเดียวกันกับนักการเมืองหลายๆคน
ทั้งการลงพื้นที่พบปะประชาชน ในรูปแบบการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร การลงพื้นที่เพื่อติดตามการแก้ไขความยากจน ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ที่ จ.หนองบัวลำภู พล.อ.ประยุทธได้พูดถึงเรื่องเลือกตั้งกับประชาชนว่า อย่าเลือกเพราะรู้จัก แล้ววันหน้าก็จะเหมือนเดิม กลับไปกลับมา
“แต่ต้องเป็นอย่างรัฐบาลทุกวันนี้ ที่ไปได้ทุกพื้นที่ ไปทุกตารางนิ้วของประเทศไทย ไม่ใช่พรรคหนึ่งไปได้พรรคนึงไปไม่ได้ ต้องหารัฐบาลที่ไปได้ทุกพื้นที่”
หรือแม้กระทั่งความพยายามอัดฉีดงบประมาณเพื่อแก้จน ปฏิรูปภาคเกษตร สร้างงานสร้างรายได้ เพื่อซื้อใจคนจนและเกษตรกร ที่เป็นฐานคะแนนใหญ่ในการเลือกตั้ง
ล่าสุด 150,000 ล้านบาท คือจำนวนของงบฯกลางปี 2561 ที่ผ่านการพิจารณา 3 วาระรวดโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในเวลา 4 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา

“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงงบฯกลางปี 2561 นี้ว่า “เป็นการเตรียมงบประมาณเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร เนื่องจากการผลิตภาคเกษตรมีแนวโน้มชะลอตัวเข้าสู่ภาวะปกติและสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมได้น้อยลง”
“รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลพืชผลและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น รวมถึงการขับเคลื่อนการปฏิรูปทางการเกษตร และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตได้อย่างยั่งยืน”
งบฯดังกล่าวแบ่งเป็นงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 49,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการเบิกจ่ายเงินคงคลัง เพื่อเป็นเบี้ยหวัด บำนาญ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ
ส่วนอีก 100,358 แสนล้านบาทเป็นงบฯที่จะนำไปใช้ตามที่รองนายกฯกล่าวถึง โดยใช้ตามเป้าหมาย 4 ด้าน คือ 1.ค่าใช้จ่ายส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน 4,600 ล้านบาท 2.แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร 24,301 ล้านบาท
3.แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต 21,078 ล้านบาท และ 4.แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมเศรษฐกิจและพัฒนาศักยภาพชีวิต 50,379 ล้านบาท
จ่ายตรงจากรัฐบาลถึงมือประชาชนด้วยระบบพร้อมเพย์ ไม่ต้องผ่านหน่วยงานราชการ !
และเมื่อจำแนกงบฯกลางปี 61 ตามมูลค่าการใช้จ่าย จะพบว่ามีการจัดสรรงบฯจำนวน 34,023 ล้านบาท สำหรับกองทุนและเงินทุนหมุนเวียน แบ่งเป็นกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จำนวน 20,000 ล้านบาท กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก 13,800 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช อีก 150 ล้านบาท
งบประมาณสำหรับกองทุนและเงินทุนหมุนเวียนนี้เป็นงบประมาณที่เน้นการทำพื้นที่เป็นหลัก คล้ายกับกองทุนหมู่บ้านเดิมที่ทำให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอัดฉีดงบประมาณผ่านกองทุนมาตลอด โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้าน ที่รวมแล้วมีงบประมาณเพิ่มมากขึ้นกว่า 60,000 ล้านบาท
ด้านพรรคเพื่อไทย โดยอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย มองว่า “รัฐบาลไม่ควรใช้งบประมาณเพื่อการหาเสียงล่วงหน้า ซึ่งผลประโยชน์จะตกอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม ขอให้รัฐบาลบริหารจัดการงบประมาณให้ดี”
“ถ้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้บ้าง ประชาชนก็เลือกท่านเอง ไม่จำเป็นต้องไปหาเสียงล่วงหน้าแล้วไม่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง ที่ผ่านมา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ทำงบฯกลางปีเพิ่มเติมจากงบปกติ 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 396,000 ล้านบาท แต่ประชาชนโดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจฐานราก สัมผัสไม่ถึงมาตรการกระตุ้น รัฐบาลเน้นแต่แผนการแจกเงิน แต่ไม่ได้เน้นโครงการสร้างอาชีพเพื่อยกระดับรายได้ที่มั่นคง”
อนุสรณ์ยังกล่าวอีกว่า “รัฐบาลต้องไปเน้นย้ำการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณในการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงปลายรัฐบาลแบบนี้ ประชาชนต้องการเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรได้ประโยชน์ ราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น สร้างการหมุนเวียนรายได้เข้าไปในระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวยกระจุก จนกระจาย”
ส่วน “วชิร คูณทวีเทพ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เห็นว่า “เศรษฐกิจไทยจะได้รับประโยชน์จากงบฯกลางปี 2561 แต่ก็ต้องติดตามว่างบที่ออกมานั้นจะใช้จ่ายในเรื่องอะไรบ้าง”
ทั้งนี้ ในยุครัฐบาล คสช. ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2558 งบประมาณรายจ่ายขาดดุลรวมกันแล้ว 1.79 ล้านล้านบาท มากกว่าทุกรัฐบาลที่เคยมีมา โดยในปี 2558 ขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท ปี 2559 ขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 3.9 แสนล้านบาท ปี 2560 ขาดดุลมากขึ้นเป็น 5.5 แสนล้าน และปี 2561 ยังคงเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนล้านบาท
ทำให้เกิดความกังวลการดำเนินนโยบายทางการคลังของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธอาจก่อให้เกิดหนี้สาธารณะจำนวนมาก
“อดิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “รัฐบาลจะกู้เงินจำนวน 1 แสนล้านบาทเพื่อใช้สำหรับงบฯกลางปี 2561 จะทำให้ยอดหนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ที่ 6.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของจีดีพี ซึ่งยังไม่เกินวินัยทางการคลังที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 60 ของจีดีพี”
“ประเทศไทยมีกำลังเพียงพอที่จะกู้ได้ ไม่เป็นภาระ และเงินกู้ก้อนนี้ก็จะกระจายไปสู่ประชาชนฐานราก เพื่อให้คนจำนวนหนึ่งพ้นจากความยากจน ด้วยการใช้ระบบพร้อมเพย์จ่ายเงินตรงให้ผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้งบประมาณถึงมือประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย”
ด้าน “ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์” โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ระบุว่า “กระทรวงการคลังเห็นควรให้กระทรวงเจ้าสังกัดและหน่วยงานเจ้าของวงเงินกำกับติดตามการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด โปร่งใส เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐจัดการใช้เงินกู้และงบประมาณสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน”
แต่ก็ยังคงต้องติดตามดูว่า เงินจำนวน 1 แสนล้านบาท จะก่อให้เกิดประโยชน์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากให้ฟื้นได้ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่
หรือสุดท้ายก็จะละลายหายไป เป็นได้แค่อีกหนึ่งเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ ที่แค่โปรยยาหอม ซื้อใจรากหญ้า เพื่อหวังคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเท่านั้น แล้วก็สร้างภาระหนี้ก้อนใหญ่ไว้ให้ประเทศไทยอีกครั้ง..
ขอบคุณภาพจากแฟ้มข่าว









