เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ เดินเกม Health & Wellbeing เต็มสูบ ​ชูแนวคิด Wellbeing for All ส่งนวัตกรรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทย พร้อมทุ่มงบขยายธุรกิจสู่ Health-Tech

‘เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ’ ผู้นำธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ ฉลองก้าวสู่ปีที่ 55 ประกาศรุกตลาด Health & Wellbeing เต็มสูบ ยกระดับจากผู้นำเข้าสู่ ‘Solution Partner’ ด้านสุขภาพครบวงจร ชูแนวคิด ‘Wellbeing for All’ พร้อมเป็น Trusted Bridge เพื่อเชื่อมนวัตกรรมด้านสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลกมาสู่คนไทยในราคาที่เข้าถึงได้ รุกสร้างการเติบโตต่อเนื่อง พร้อมทุ่มงบลุยปั้นกลุ่มธุรกิจ Health-Tech เปิดศูนย์นวัตกรรมเพื่อสุขภาพแบบครบวงจร HealthTech Experience Center ภายในไตรมาส 4 นี้ รับเทรนด์สุขภาพเติบโต

Advertisement

วันที่ 22 ก.ค.69 คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 55 ปี ที่กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ดำเนินธุรกิจภายใต้ภายใต้ปรัชญา ‘The Promise of Health’ หรือ พันธสัญญาแห่งสุขภาพ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบนวัตกรรมสุขภาพที่ดีจากทั่วทุกมุมโลกให้ถึงมือคนไทย อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน บริษัทฯ ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย (Distributor) เท่านั้น แต่เอ็มมีเน้นซ์ มุ่งมั่นที่จะเป็น Solution Partner ที่พร้อมใช้ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ในการแสวงหานวัตกรรมสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลกมาสู่มือคนไทย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพอย่างเท่าเทียมในราคาที่จับต้องได้ ขณะเดียวกันในโอกาสที่จะก้าวสู่ปีที่ 55 บริษัทฯ มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความจริงใจ ใส่ใจสังคม โดยมีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบนวัตกรรมต่างๆอย่างดีที่สุด ภายใต้แนวคิด Wellbeing For All ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้แก่คนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ดำเนินธุรกิจใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) กลุ่มธุรกิจทันตกรรม (Dental) ที่มุ่งเป็นโซลูชั่นครบวงจรสำหรับทันตแพทย์ ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์และเครื่องมือในห้องทันตกรรม อาทิ ด้ามกรอฟันแบรนด์ NSK, Micromotor สำหรับงานศัลยกรรมและรากฟันเทียม, กล้อง Microscope ไปจนถึงสินค้า Oral Care และผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน โดยมีสินค้าไฮไลต์คือ BlancOne ผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟันนวัตกรรมจากอิตาลีที่ช่วยให้ฟันขาวไวขึ้นโดยไม่เสียวฟัน และ Zumax กล้อง Microscope สำหรับงานทันตกรรมที่ได้รับความนิยมระดับโลก โดดเด่นด้านความคุ้มค่าระดับพรีเมียมและรองรับเทคโนโลยีความละเอียดสูง 4K ที่ช่วยยกระดับความแม่นยำในงานรักษารากฟัน

(2) กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับโรงพยาบาล (Medical) ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ในห้องธนาคารเลือด ฝ่ายการพยาบาล และห้องปฏิบัติการ อาทิ ถุงบรรจุโลหิต ชุดให้น้ำเกลือ ตู้เย็นเก็บเลือด น้ำยาฆ่าเชื้อ และเครื่องปั่นตกตะกอนทางคลินิก โดยมีแบรนด์เด่นอย่าง JMS แบรนด์ระดับโลกจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำวงการธนาคารเลือด โดยเฉพาะถุงเลือดคุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก และ KW ผู้ผลิตตู้เย็นเก็บเลือดและส่วนประกอบของเลือดจากอิตาลี ที่ครอบคลุมทุกฟังก์ชันตั้งแต่การแช่แข็ง จัดเก็บไปจนถึงการละลาย

(3) กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและอุปกรณ์ดูแลสุขภาพในครัวเรือน นำโดย FURANO แบรนด์ของบริษัทเอง (Own Brand) เจ้าของเม็ดฟู่ทำความสะอาดรีเทนเนอร์และจัดฟันใสจากญี่ปุ่น, แปรงสีฟันและอุปกรณ์ทำความสะอาดช่องปากจาก Dentalpro ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดแปรงซอกฟันอันดับ 1 ในญี่ปุ่น รวมถึงอุปกรณ์สุขภาพสำหรับทุกคนในครอบครัวจากแบรนด์ Prosper เครื่องวัดความดันและปรอทวัดไข้จากแบรนด์ Citizen และอุปกรณ์ซัพพอร์ตหลังและเข่าจากแบรนด์ HONORE และ

(4) กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย (Industrial) มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมยาผ่านเครื่องจักรคุณภาพมาตรฐานสากล ครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิตและการบรรจุ โดยมีไฮไลต์คือเครื่องตอกเม็ดยา JCMCO ที่โรงงานยาทั้งในไทยและทั่วโลกให้การยอมรับด้านคุณภาพ ซึ่งช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบให้โรงงาน และเครื่องนับเม็ดยา ลำเลียง และบรรจุจากแบรนด์ CVC ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน

นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวกลุ่มธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่ม Health-Tech พร้อมจัดตั้ง Eminence Health-Tech Experience Center ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์จริงกับนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก สอดรับกับทิศทางของบริษัทที่ปรับบทบาทจากการนำเสนอสินค้า สู่การนำเสนอโซลูชันด้านสุขภาพที่ครอบคลุม โดยตั้งงบลงทุนสำหรับจัดตั้ง Eminence Health-Tech Experience Center, งบการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Own Brand ตลอดจนงบพัฒนาทักษะบุคลากรและระบบงาน เพื่อรองรับการขยายตัวด้านเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง

ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกว่า 55 ปี และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการสร้าง Wellbeing for All บริษัทฯ ได้พัฒนาแบรนด์ของบริษัทฯ เอง (Own Brand) อาทิ แบรนด์ FURANO โดยวางเป้าหมายให้เป็นแบรนด์ Oral Care ที่ครองใจคนจัดฟันโดยเฉพาะ โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอย่าง เม็ดฟู่ทำความสะอาดรีเทนเนอร์และจัดฟันใส รวมถึงแปรงสีฟันไฟฟ้า และภายในปีนี้เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ครอบคลุมการดูแลและทำความสะอาดช่องปากสำหรับคนจัดฟันอย่างครบวงจร แบรนด์ Prosper มุ่งพัฒนาแบรนด์สู่การเป็นแบรนด์อุปกรณ์สุขภาพสำหรับทุกคนในบ้าน ที่มีมาตรฐานระดับสากล ในราคาที่เข้าถึงได้ เช่น เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี DEXA สามารถประมวลผลค่าสุขภาพได้ถึง 20 รายการ พร้อมหน้าจอสีอัจฉริยะ และรองรับผู้ใช้งานได้สูงสุดถึง 24 คนในเครื่องเดียว เป็นต้น

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมตลาดเครื่องมือแพทย์ไทยซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 2.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในประเทศราว 7.3 หมื่นล้านบาท เติบโตเฉลี่ยราว 2-3% ต่อปี ซึ่งท้าทายกว่าเป้าหมายการเติบโตที่บริษัทฯ วางไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดที่ได้รับแรงหนุนจากเมกะเทรนด์สำคัญ ทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย, การเพิ่มขึ้นของกลุ่มโรคเรื้อรัง (NCDs), การขยายตัวของ Medical & Wellness Tourism, การขยายการลงทุนของโรงพยาบาลและคลินิกเฉพาะทาง ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองสุขภาพเป็นการลงทุน (Lifestyle Investment) ประกอบกับตัวเลขการเติบโตที่โดดเด่นของตลาด Digital Health ที่ 7% และ Wellness Economy ที่ 10% ปัจจัยเชิงบวกทั้งหมดนี้จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้บริษัทฯ เร่งเดินหน้าสรรหานวัตกรรม Health-Tech ระดับโลกเพื่อยกระดับสุขภาวะ (Wellbeing) แบบองค์รวม ควบคู่ไปกับการพัฒนาแบรนด์ของบริษัทฯ เอง (Own Brand) ให้แข็งแกร่งเพื่อตอบรับเทรนด์สุขภาพแห่งอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ

“เอ็มมีเน้นซ์ไม่ได้ทิ้งรากฐานเดิม แต่เป็นการต่อยอดจากประสบการณ์กว่า 55 ปีในธุรกิจสุขภาพ จากความเชี่ยวชาญด้านทันตกรรม เครื่องมือแพทย์ และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ไปสู่การเป็นศูนย์รวมนวัตกรรมสุขภาพที่คัดเลือก ให้ความรู้ และทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำไปใช้ได้จริงในบริบทของประเทศไทย เราอยากให้เอ็มมีเน้นซ์เป็น Trusted Bridge หรือสะพานที่น่าเชื่อถือ ระหว่างนวัตกรรมสุขภาพระดับโลกกับผู้ใช้งานในไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล คลินิก บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้บริโภคที่หันมาดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้คนไทย” คุณสุชานันท์ กล่าวสรุป