‘กรมศุลกากร’ ครบรอบ 152 ปี ก้าวสู่มิติใหม่ NEXT DRIVE CUSTOMS ยกระดับองค์กรให้ทันสมัย โปร่งใส เข้าถึงง่าย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

“กรมศุลกากร” จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมศุลกากรครบรอบ 152 ปี เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของกรมศุลกากร ภายใต้แนวคิด “NEXT DRIVE CUSTOMS” พร้อมประกาศวิสัยทัศน์การก้าวสู่มิติใหม่ขององค์กรที่พร้อมขับเคลื่อนไปสู่ศุลกากรแห่งอนาคตที่ทันสมัย โปร่งใส เข้าถึงง่าย และพร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

Advertisement

วันที่ 6 ก.ค.69 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 152 ปี กรมศุลกากรได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในปีนี้กรมศุลกากรได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลังอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “10พลัส” และ ENGINE เสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” อันเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับองค์กรครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด NEXT DRIVE CUSTOMS ที่มุ่งปรับภาพลักษณ์และบทบาทของกรมศุลกากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้ทันสมัย โปร่งใส รวมถึงสามารถตอบสนองความต้องการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน

โดยการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นการต่อยอดบทบาทของกรมศุลกากรจากการเป็นหน่วยงานด้านพิธีการศุลกากร การป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดน และการมุ่งเน้นการจัดเก็บอากรศุลกากร ไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ TRADE ENABLER การใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้า SOCIAL PROTECTOR : การคุ้มครองสังคมและความมั่นคงของประเทศ และ REVENUE COLLECTOR : การจัดเก็บรายได้ทุกประเภทของรัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม ซึ่งมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนบทบาทของกรมศุลกากรให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านการพัฒนากระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

กรมศุลกากรได้ดำเนินงานภายใต้แนวคิดข้างต้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นปีงบประมาณ 2569 โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) ภายใต้บทบาท REVENUE COLLECTOR กรมศุลกากรสามารถจัดเก็บรายได้รวม 476,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคิดเป็นอากรศุลกากร 85,766 ล้านบาท และการจัดเก็บรายได้แทนกรมสรรพากร 308,016 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 43,725 ล้านบาท และกระทรวงมหาดไทย 38,596 ล้านบาท ซึ่งรายได้ที่จัดเก็บได้ดังกล่าวจะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆต่อไป

นอกจากนี้ ภายใต้บทบาท SOCIAL PROTECTOR กรมศุลกากรได้ดำเนินมาตรการปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยสามารถตรวจยึดของผิดกฎหมายรวมถึงการตรวจพบความผิดกรณีหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรได้รวมถึง 43,796 คดี ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าคิดเป็นร้อยละ 26.5 โดยผลงานการจับกุมที่สำคัญ คือสามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษ อาทิ ไอซ์ เฮโรอีน ยาบ้า เคตามีน โคเคน ได้รวมถึง 214 คดี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 691 ล้านบาท ปริมาณรวมกว่า 917 กิโลกรัม

ขณะเดียวกันสามารถตรวจยึดบุหรี่ผิดกฎหมายรวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบรวมกันถึง 2,537 คดี มูลค่ารวมกว่า 370 ล้านบาท ปริมาณรวมกว่า 65 ล้านชิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของกรมศุลกากรที่ทำหน้าที่ปกป้องสังคมและความมั่นคงของประเทศที่นอกเหนือไปจากการจัดเก็บรายได้ นอกจากนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดสินค้ากัญชาได้ถึง 3,309 คดี ปริมาณรวม 37,210 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 474 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของกรมศุลกากรในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำกับดูแลสินค้านำเข้า หากยังครอบคลุมการเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อคุ้มครองภาพลักษณ์ของประเทศและรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย

นอกเหนือจากบทบาทดังกล่าว ภายใต้บทบาท TRADE ENABLER กรมศุลกากรได้ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูประบบศุลกากรตลอด 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการประชุมหารือและเวทีรับฟังความคิดเห็นภายใต้แนวคิด “รับฟัง เพื่อพัฒนา และร่วมสร้างอนาคต” เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ พิธีการ และกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลกและความต้องการของภาคธุรกิจ ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ อำนวยความสะดวกทางการค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จนเกิดผลเป็นรูปธรรมผ่านมาตรการสำคัญหลายด้าน อาทิ การจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ตั้งแต่บาทแรกสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างสินค้านำเข้าและสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอากรและสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรม การพัฒนาระบบถ่ายลำสินค้าทางเรือด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถลดระยะเวลาการตรวจปล่อยสินค้าถ่ายลำจากเฉลี่ย 4.58 วัน เหลือเพียง 0.65 วัน หรือลดลงร้อยละ 85.81

การให้บริการพิธีการศุลกากรตรวจปล่อยสินค้าบางส่วน (Partly) ณ สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบัง ที่ช่วยลดระยะเวลารอตรวจปล่อย ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการนำเข้าสินค้า ตลอดจนการยกระดับบริการดิจิทัล
ผ่านระบบ Tariff e-Service รูปแบบใหม่และบริการอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการของกรมศุลกากรได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ อันเป็นการยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและรองรับการค้าในยุคดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับ
ธรรมาภิบาลขององค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและ
การพัฒนา (OECD) โดยได้ปรับปรุงระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัล เพื่อยกเลิกสิทธิ
การรับเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูง และเดินหน้าผลักดันยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลของพนักงานศุลกากรทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ลดผลประโยชน์ทับซ้อน และสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบศุลกากรไทยให้มีประสิทธิภาพ และพร้อมรองรับการค้าโลกในอนาคต

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า การครบรอบ 152 ปีของกรมศุลกากรในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเดินหน้าสู่องค์กรศุลกากรแห่งอนาคตที่พร้อมปรับตัว รับการเปลี่ยนแปลง และสร้างคุณค่าให้กับประเทศ ภายใต้พันธกิจในการอำนวยความสะดวกทางการค้า คุ้มครองสังคม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืนต่อไป

“กรมศุลกากรในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงประตูการค้าของประเทศ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเราพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ลดต้นทุน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง”