“TMA” ผลักดัน “รัฐวิสาหกิจ” ร่วมพลิกโฉมสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ในงาน “SOEs Thailand’s Next Growth Engine”
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดงานเสวนาเอ็กซ์คลูซีฟในหัวข้อ “SOEs: Thailand’s Next Growth Engine” ณ ห้อง Renew ชั้น 1 โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและทิศทางยุทธศาสตร์ในการปรับตัวของรัฐวิสาหกิจไทย (SOEs) ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลดิสรัปชัน เพื่อยกระดับให้รัฐวิสาหกิจกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำ มาร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงลึกใน 3 หัวข้อหลักสำคัญ ได้แก่
GROWTH STRATEGY: DESIGNING GROWTH IN THE NEW WORLD CONTEXT
ดร.รานู ดายาล (Dr. Ranu Dayal) ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท BCG ได้เปิดมุมมองใหม่ในการนิยามคำว่า “การเติบโต” ของรัฐวิสาหกิจยุคใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความสำเร็จของ SOEs ไม่ได้วัดกันที่จำนวนพนักงานหรือขนาดขององค์กร แต่อยู่ที่ความแข็งแกร่งทางการเงิน (Fiscal Soundness) และ วินัยในการดำเนินงาน (Operational Discipline) รัฐวิสาหกิจต้องพึ่งพาตนเองได้และไม่สร้างภาระทางการเงินเพิ่ม ทั้งนี้บทบาทหลักของ SOEs คือการแก้ไข “ความล้มเหลวของกลไกตลาด” (Market Failures) ในจุดที่เอกชนทำไม่ได้ พร้อมทั้งต้องนำเทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาบูรณาการเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน

FORWARD MOVE
ทางด้าน ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานกรรมการบริหาร และประธานคณะอนุกรรมการด้านกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาดและการสื่อสาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้กล่าวไว้ว่า ความสำเร็จของรัฐวิสาหกิจไม่ได้วัดจากการดำเนินงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือการแข่งขันกับภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการ Transform ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ให้สร้างมูลค่าใหม่ (Value Creation) ผ่านการบริหารที่คล่องตัวและการทำงานร่วมกันของคณะกรรมการ ผู้บริหาร และบุคลากรทั้งองค์กร ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสใหม่ในการสร้างคุณค่าให้ประเทศ และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
“ไปรษณีย์ไทย” ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบขององค์กรที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพบริการและปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ภายในงานทางไปรษณีย์ไทยได้แบ่งปันประสบการณ์และมุมมองด้านยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านองค์กร (Transformation) ที่สะท้อนการปรับตัวจริงจากผู้บริหารระดับสูง เพื่อเป็นแนวทางให้รัฐวิสาหกิจและองค์กรไทยก้าวข้ามข้อจำกัดและสร้างโอกาสใหม่

โดย ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ถ่ายทอดประสบการณ์การพลิกฟื้นองค์กรจากภาวะขาดทุนให้กลับมาทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์ที่รุนแรง โดยใช้ “กลยุทธ์การปรับตัวอย่างยืดหยุ่น” อาทิ การปรับเกณฑ์น้ำหนักไปรษณียภัณฑ์แทนการปรับขึ้นราคาเพื่อลดต้นทุน พร้อมต่อยอดจุดแข็งด้าน “เครือข่ายความสัมพันธ์และความไว้วางใจ” ของบุรุษไปรษณีย์กว่า 25,000 คนทั่วประเทศ จากผู้ให้บริการขนส่ง (Logistics Provider) สู่การเป็นผู้ให้บริการ First-mile และ Last-mile ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ส่วน AIS โดย ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร Head of the Digital Technology Academy Advanced Info Service Pls. (AIS) ชี้ให้เห็นว่าองค์กรจะรอดในยุคนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาด แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัว (Agility) และการเตรียมพร้อมของคน โดย AIS กำลังทรานส์ฟอร์มจาก Telco สู่ TechCo ผ่านการดึงโครงสร้างพื้นฐานมาสร้าง New Age Business เน้น Open Model สร้างพันธมิตรร่วมกัน (Co-creation) และลงทุน Cloud / Data Center เพื่อความมั่นคงของข้อมูล (Data Sovereignty) ด้านการจัดการคนได้ปรับเปลี่ยนจาก HRM (Human Resource Management) สู่ HRD (Human Resource Development)
โดยมุ่งพัฒนาทักษะพนักงานในรูปแบบ Skill-based เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างไร้รอยต่อ

How Can SOEs Move Thailand Forward according to World Competitiveness Report
ในช่วงท้ายของงานได้พูดถึงกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้า ตามรายงานผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโลก (World Competitiveness Report) จาก IMD จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งในปี 2569 ประเทศไทยถูกจัดอันดับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 26 จากทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจ โดย นางพรกนก วิภูษณวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน TMA ได้สรุปเป็นข้อเสนอแนะ 3 ด้านสำคัญที่รัฐวิสาหกิจและภาครัฐต้องร่วมกันผลักดัน ได้แก่
1. การพัฒนาคน (People): ปรับโมเดลการพัฒนาทักษะพนักงานให้ยืดหยุ่น ปลูกฝังคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และสร้างความเข้าใจแก่บุคลากรในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
2. ความมั่นคงด้านพลังงานและเทคโนโลยี (Energy & Security): รองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI Economy ด้วยพลังงานที่เพียงพอ ปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับลึกเพื่อเตรียมรับมือกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
3. การปรับกฎระเบียบ (Regulation): ทลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและกฎหมายที่ล้าสมัย โดยภาครัฐและรัฐวิสาหกิจต้องร่วมมือกันเป็น “ผู้ร่วมกำหนดกฎเกณฑ์” (Policy Advocacy) เพื่อเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมและการแข่งขันในตลาดเสรี

งานเสวนาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐวิสาหกิจไทย (SOEs) มีศักยภาพสูง และมีสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่าง “ความไว้วางใจและเครือข่ายที่เข้าถึงประชาชน” ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญของการเป็น Next Growth Engine ที่แท้จริง ไม่ใช่การขยายตัวอย่างไร้ทิศทางหรือเน้นการแข่งกับเอกชน แต่คือการสร้าง “ธรรมาภิบาลที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย” (Purpose – Driven Governance) ที่มีพันธกิจชัดเจน มีวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่งพึ่งพาตนเองได้ และกล้าที่จะพลิกโฉม (Transform) ทรัพยากรเดิมของตนเองด้วยเทคโนโลยี และความเร็วในการปรับตัว เพื่อค้นหาโอกาสในธุรกิจใหม่ ๆ และทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลกต่อไป
สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ www.tma.or.th หรือ Facebook: TMA-Thailand Management Association
#TMA #ThailandManagementAssociation #SOEs #NextGrowthEngine #Transformation #Strategic #Competitiveness #Thailand #Digital #สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย









