TFG เฮ! เข้า SET50 ต่อเนื่องหลังติด MSCI ตอกย้ำหุ้นพื้นฐานแกร่ง หนุนสถาบันลงทุน ปักธงรายได้ปี 69 เติบโต 10-15% ทำสถิติสูงสุดใหม่

บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) ปลื้มได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณดัชนี SET50 รอบครึ่งปีหลัง 2569 ต่อเนื่องจากการเข้าดัชนี MSCI Global Small Cap Index สะท้อนความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐาน และสภาพคล่องหุ้นเพิ่มขึ้น ดึงดูดสถาบันสนใจเข้าลงทุน ฟากผู้บริหาร “เพชร นันทวิสัย” ระบุมั่นใจรายได้ปีนี้เติบโต 10-15% ทำสถิติสูงสุดใหม่ พร้อมเดินหน้าขยาย Thai Foods Fresh Market สู่ 850 สาขา และเร่งลงทุนเวียดนาม หนุนการเติบโตระยะยาว

Advertisement

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TFG) เปิดเผยว่า บริษัทฯได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี SET50 สำหรับรอบครึ่งปีหลังของปี 2569 ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569 ต่อเนื่องจากการได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Global Small Cap Index ก่อนหน้านี้ สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโต ความแข็งแกร่งของผลประกอบการ และสภาพคล่องการซื้อขายหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การเข้าคำนวณในดัชนี SET50 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทฯในการยกระดับสถานะในตลาดทุนไทย เนื่องจากเป็นดัชนีอ้างอิงสำคัญของกองทุนและนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าลงทุนของกองทุนที่อ้างอิงดัชนี เพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้น และสะท้อนคุณภาพของบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว

สำหรับแผนดำเนินธุรกิจปี 2569 บริษัทฯตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% จากปีก่อน และมีโอกาสสร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยขับเคลื่อนองค์กรภายใต้โมเดล Market Driven ผ่านการขยายธุรกิจค้าปลีก “Thai Foods Fresh Market” เป็น 875 สาขา จาก 615 สาขาในปีก่อน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงและเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง ควบคู่กับการขยายฐานการผลิตและศูนย์กระจายสินค้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้ บริษัทฯยังเดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็น Growth Engine สำคัญในอนาคต ผ่านการก่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์ การขยายธุรกิจไก่ และการเพิ่มฟาร์มสุกร เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลเชิงบวกต่อรายได้และต้นทุนการผลิตตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทฯมีรายได้รวม 17,877.88 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,047.09 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มเป็น 21.68% จากการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทได้ล็อกราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ล่วงหน้าแล้วประมาณ 60-70% ของความต้องการใช้ทั้งปี ช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิต

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 3 เดือนแรกของปี 2569 และกำไรสะสม ในอัตรา 0.085 บาทต่อหุ้น สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง

“การได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณทั้งดัชนี MSCI Global Small Cap Index และ SET50 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เป็นเครื่องยืนยันถึงพัฒนาการของ TFG ในฐานะบริษัทอาหารครบวงจรที่มีศักยภาพการเติบโตโดดเด่น ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว” นายเพชรกล่าวในที่สุด