กรรมตามทัน ขายลูกพันธุ์เขา แต่ไม่ยอมซื้อ มาเลย์ฯเอาคืน ห้ามนำเข้ากุ้งไทย จ่อลามสู่สินค้าอื่น
ในโลกของการค้าเสรี ความเอื้ออาทร อะลุ้มอล่วย หรือวินวินทั้งสองฝ่ายนั้นมีความสำคัญที่สุด บางครั้งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาว ยอมเสียเล็กน้อยเพื่อประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า แต่สำหรับในโลกของการค้าเสรีอาเซียน ทุกชาติต่างวาดหวังถึงการไหลเวียนสินค้าอย่างไร้รอยต่อ แต่ความเป็นจริงด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย วันที่ 1 มิถุนายน 2569 นี้ จะเป็นวันกำหนดโชคชะตาของสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าประมง และอาจลามไปสู่สินค้าเกษตรกอื่นที่มาเลเซียนำเข้าจากไทย ซึ่งเป็นการตตอบโต้ทางการตลาด ที่ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายปฎิบัติกับเขาก่อน
มหากาพย์นี้ “ปลากะพง” และ “กุ้ง” กำลังกลายเป็นหมากสำคัญในเกมการค้าระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีหมุดหมายสำคัญ ที่มาตรการตอบโต้ทางการค้า (Trade Retaliation) จะถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มิ.ย.69 ยุทธศาสตร์ที่ย้อนแย้งนั่นก็คือ เราส่งออก “ลูกพันธุ์ปลา” แต่มีมาตรการ ตรวจเข้ม “ปลาเนื้อ” นำเข้า โดยวงจรการค้าปลากะพงขาว (Siakap) ระหว่างไทยและมาเลเซีย เต็มไปด้วยตลกร้ายเชิงโครงสร้าง ข้อมูลจากการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานพบความย้อนแย้งประการสำคัญคือ ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออก “ลูกปลา” รายใหญ่ให้แก่เกษตรกรมาเลเซีย ซึ่งได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากการขายวัตถุดิบต้นน้ำ และไม่ยินยอมให้มีการระงับการส่งออกลูกพันธุ์เหล่านี้
ขณะที่เมื่อมาเลเซียนำลูกปลาจากไทยไปเลี้ยงจนเติบโตเป็น “ปลาเนื้อ” แล้วส่งกลับมาขายในไทยด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า กลับเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในประเทศ มีการเรียกร้องให้ใช้มาตรการกีดกันทางการค้า หลายคร้้ง จนกระทั่งมาตรการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงขั้น การกักสินค้าเพื่อตรวจสารตกค้างนานถึง 14 วัน จนปลามาเลเซียเสียหาย (14 วัน ปลาจะเน่ามั๊ยอ่ะ ดึงเช็งสุด) จนล่าสุดมาเลเซียเอาคืนกับกุ้งไทยแทน
สำหรับรายชื่อบริษัทหรือผู้ส่งออกลูกปลากะพงขาวมีชีวิต (รวมถึงไข่และตัวอ่อน) จากไทยไปมาเลเซีย ในเชิงกฎหมายและระบบราชการ ข้อมูลรายชื่อแบบเจาะจงรายบริษัท (Corporate Identity) และรายชื่อเกษตรกรรายบุคคล จะถูกคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และถือเป็นข้อมูลภายในทางการค้าของกรมประมง ทำให้หน่วยงานรัฐไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อทั้งหมดสู่สาธารณะโดยตรงได้ แต่ในทางปฏิบัติและการจัดซื้อเชิงพาณิชย์ การส่งออกลูกปลากะพงไปมาเลเซียจะต้องดำเนินการผ่านกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียน “สอ.3” (ทะเบียนสถานประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก) กับกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง ซึ่งกลุ่มหลักๆ ที่เป็น Zero Ground ในการรวบรวมและส่งออก มีโครงสร้างดังนี้
แหล่งรวบรวมและผู้ส่งออกหลัก (แยกตามพื้นที่) โดยมาเลเซียเป็นผู้นำเข้าลูกพันธุ์ปลากะพงรายใหญ่จากไทย (คิดเป็นสัดส่วนกว่า 43% ของการส่งออกลูกพันธุ์ทั้งหมด) โดยกระจายตัวอยู่ใน 2 โซนหลัก ได้แก่ โซนภาคกลาง และ ตะวันออก ที่เป็นแหล่งเพาะฟักและอนุบาลใหญ่ที่สุด ซึ่งกลุ่มเกษตรกรตำบลสองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นศูนย์กลางการเพาะและอนุบาลลูกปลากะพงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีฟาร์มที่ขึ้นทะเบียน สอ.3 จำนวนมาก ที่ทำหน้าที่ทั้งอนุบาลลูกปลาขนาด 1.5 – 3 นิ้ว และส่งต่อให้โบรคเกอร์/ผู้ส่งออกเพื่อแพ็กออกด่านใต้ ,ฟาร์มในเขต จ.ชลบุรี และสมุทรปราการ มีฟาร์มเพาะฟักขนาดใหญ่ที่ส่งออกทั้งในรูปแบบ “ไข่ปลากะพง” และ “ลูกปลาขนาดนิ้ว” และโซนภาคใต้ (ผู้รวบรวมและบริหารการขนส่งข้ามแดน) มีผู้ประกอบการในพื้นที่ จ.สงขลา สตูล และตรัง ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนออกของ (Shipping) หรือเป็นผู้รวบรวมรายใหญ่ที่มีสัญญากับฟาร์มทางภาคกลาง เพื่อนำลูกปลามาพักน้ำก่อนบรรจุถุงอัดออกซิเจนส่งข้ามแดน
ช่องทางการเข้าถึงรายชื่อและคู่ค้าแบบถูกกฎหมาย หากต้องการประสานงาน ตรวจสอบ หรือจัดหาคู่ค้าที่มีใบอนุญาตถูกต้องในการส่งออกไปยังมาเลเซีย สามารถเข้าถึงข้อมูลผ่าน 3 ช่องทางหลัก ช่องทางที่ 1: ตรวจสอบผ่านระบบขึ้นทะเบียนของกรมประมง (สอ.3) สามารถติดต่อได้ที่กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง หรือกลุ่มควบคุมการนำเข้าส่งออกสัตว์น้ำ กรมประมง เพื่อขอข้อมูลสถิติหรือรายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับสิทธิ์ส่งออกอย่างถูกต้อง โดยฟาร์มเหล่านี้ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานการปลอดโรค (เช่น โรคติดเชื้อไวรัส VNN) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ด่านกักกันสัตว์น้ำของมาเลเซีย (MAQIS) บังคับตรวจ
ช่องทางที่ 2 ประสานงานผ่านสมาคมวิชาชีพ (แนะนำสำหรับคอนเนกชั่นตรง) การติดต่อผ่านสมาคมจะช่วยให้ได้รายชื่อผู้ส่งออกและฟาร์มอนุบาลที่ยังมี active order ในปัจจุบัน ได้แก่ 1.สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย (เป็นศูนย์รวมกลุ่มผู้เลี้ยงและผู้เพาะพันธุ์ปลากะพงหลัก) 2.กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เพาะเลี้ยงและอนุบาลปลากะพงขาว (เช่น กลุ่มในพื้นที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา)
ช่องทางที่ 3 ด่านตรวจสัตว์น้ำชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยลูกปลากะพงมีชีวิตเกือบทั้งหมดจะถูกส่งออกผ่านทางรถยนต์บรรทุกห้องเย็น/อัดออกซิเจน โดยมีด่านศุลกากรและด่านตรวจสัตว์น้ำที่ควบคุมกระบวนการนี้โดยตรง ได้แก่ ด่านตรวจสัตว์น้ำปาดังเบซาร์ จ.สงขลา (ด่านหลักที่มีปริมาณการส่งออกลูกปลาสูงสุด) ,ด่านตรวจสัตว์น้ำสะเดา จ.สงขลา ,ด่านตรวจสัตว์น้ำสตูล จ.สตูล
ไม่ได้เข้าข้างคนมาเลเซียนะ แต่ในเมี่อเขานำเข้าลูกพันธุ์ปลากระพงจากคนไทย แต่พอเขาเอาไปเลี้ยงในกระชัง แล้วมีต้นทุนต่ำกว่าเรา และอัตรารอดที่สูงกว่า พอเขาส่งเข้ามาราคาก็ย่อมต่ำกว่าราคาหน้าฟาร์มบ้านเรา จนเกิดเป็นประเด็นที่กรมประมงต้องยกระดับมาตรการ SPS (สุขอนามัยพืชและสัตว์) เพื่อควบคุมการนำเข้าปลาเนื้อจากมาเลเซีย
สุดท้ายหมากแก้เกมของเพื่อนบ้าน ก็ก่อกำเนิดมาตรการ CoA และการสั่งระงับนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์ โดยหลังจากที่ทางการไทยยกระดับการตรวจเข้มปลากะพงนำเข้าจากมาเลเซียตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569

ล่าสุดกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย (MAFS) ได้ตัดสินใจใช้มาตรการตอบโต้ที่เฉียบคม โดยเลือก “เอาคืน” ในจุดที่ไทยเจ็บปวดที่สุดนั่นคือ “กุ้ง” ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ มาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ดังนี้
มาตรการ CoA (Certificate of Analysis): ปลากะพงขาวจากไทยต้องแนบใบรับรองผลการวิเคราะห์สารตกค้างอย่างเข้มงวดคำสั่งห้ามนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์ชั่วคราว: ประกอบด้วย กุลาดำ (Penaeus monodon), กุ้งขาว (Penaeus vannamei), กุ้งแชบ๊วย (Fenneropenaeus merguiensis), กุ้งน้ำตาลหรือกุ้งเหลือง (Penaeus esculentus) และกุ้งฟ้า (Penaeus stylirostris)
เหตุนี้เองโดมิโนกุ้งจึงซ้ำเติมอุตสาหกรรมกุ้งไทย ที่กำลังระส่ำในตลาดโลก และกำลังส่อแววล่มสลาย ซึ่งยังไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปยังไง โดยเฉพาะมาตรการผ่านแดน ที่ทำลายเส้นทางโลจิสติกส์สายใต้ ผลกระทบนี้กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วระบบเศรษฐกิจภาคใต้ ข้อมูลระบุว่ากุ้งจาก จ.สงขลา และนครศรีธรรมราช ปริมาณราวเดือนละ 200-400 ตัน ที่เดิมเคยส่งออกไปมาเลเซีย เพื่อรับส่วนต่างราคาที่สูงกว่าตลาดในประเทศอีก กำลังตกอยู่ในภาวะ “ถูกตีกลับ” ซึ่งหากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข กุ้งเหล่านี้จะถูกเทกลับมาขายในตลาดมหาชัย ส่งผลให้ราคากุ้งในประเทศดิ่งลง ตอกย้ำซ้ำเติมเกษตรกรในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ วิกฤติโลจิสติกส์บนเส้นทางหลวงสายเอเชีย (Asian Highway 2 – AH2) กุ้งไทย (ย้ำนะกุ้งของประเทศไทย ที่ผลิตโดยคนไทย) ที่จะส่งไปขายยังตลาด “สิงคโปร์” ซึ่งต้องผ่านด่านสะเดาไปยังบูกิตกายูอิตัม กำลังเผชิญทางตัน เนื่องจากมาเลเซียบังคับใช้กฎหมายเดียวกันกับสินค้าผ่านแดน (In-transit) ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ไม่สามารถ “กดตู้” หรือผ่านพรมแดนไปสิงค์โปร์ได้เลย เส้นทางโลจิสติกส์หลักจากภาคใต้สู่สิงคโปร์จึงถูกตัดขาดในทันที
เหตุผลทั้งหลายทั้งปวง อันนำมาซึ่งความเจ็บปวด โดยเฉพาะกับวงการเกษตรไทยอยู่ที่ต้นทุนที่เหลื่อมล้ำ และทางออกบนโต๊ะเจรจา เรากลับถูกบีบให้เข้าไปเจรจา โดยเหตุผลพื้นฐานที่ทำให้ปลากะพงมาเลเซียไหลทะลักเข้าไทยจนเกิดการประท้วง คือความต่างของศักยภาพในการแข่งขันด้านต้นทุน ต้นทุนการเลี้ยงไทยอยู่ที่ กก.ละ 89 บาท ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่แค่ กก.ละ 60 บาท ขณะที่ราคาขายปลากะพงมาเลเซีย มีราคาต่ำกว่าปลาไทยเฉลี่ยถึง กก.ละ 20 บาท
ปัจจุบัน คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ได้อนุมัติงบประมาณ 61.8 ล้านบาท เพื่อพยุงราคาปลากะพงไทย แต่ในระยะยาวนี่คือ การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืน ทางออกเดียวที่มีน้ำหนักคือการ “เจรจาระดับรัฐบาล” โดยต้องมีการชั่งน้ำหนักมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ดีว่า การปกป้องกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงเพียงกลุ่มเดียว คุ้มค่าหรือไม่กับความเสียหายต่อวงการส่งออกกุ้ง และระบบโลจิสติกส์ที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่าตัว แล้วมันกำลังจะลามไปสู่สินค้าเกษตกรอื่นอีกหลายชนิด ที่เขานำเข้าจากเรา โดยที่เราไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรเลย ทั้งพริก แตง มะเขือเทศ กะหล่ำ คะน้า และอีกหลายชนิด…เสียน้อยเสียยาก เสียมาก เสียง่าย แค่จากการปกป้องคนกลุ่มเดียว ไม่ต่างจากการขี่ช้างจับตั๊กแตน นี่แหละน้ำผึ้งหยดเดียว เราอยากปกป้องคนของเรา เขาก็อยากปกป้องคนของเขา แต่อะไรมันคุ้มกว่ากัน คิดกันเอา
เครดิตภาพ www.jklm.gov.my






