สสว.เผยดัชนีความเชื่อมั่น SME เม.ย.69 ชะลอตัวจากพิษตะวันออกกลางดันต้นทุนพุ่ง เร่งลุย 2 โครงการ“Empowering SME”และ“SME National Awards”หนุนผู้ประกอบการโตได้ไกลไปได้จริง
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SME Sentiment Index: SMESI) ประจำเดือนเมษายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,797 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคและ 27 สาขาธุรกิจ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่น SME เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 46.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีปัจจัยสนับสนุนก็ตาม โดยสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของดัชนีและปัจจัยรายด้าน พบว่ามีรายละเอียดและปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบ ดังนี้
- ต้นทุนยังเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดความเชื่อมั่น โดยดัชนีด้านต้นทุนอยู่ในระดับต่ำที่ 33.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าถึง 3.7 ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรของผู้ประกอบการอย่างชัดเจน
- ปริมาณการผลิตได้รับผลกระทบในระดับที่มากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีลดลงจากเดือนก่อนหน้าถึง 3.1
- การจ้างงานและการลงทุนชะลอตัว แม้ว่าจะยังไม่ชะลอตัวลงมากนัก แต่ผู้ประกอบการยังคงมีความระมัดระวังต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม
- ความเชื่อมั่นรายภูมิภาคปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากตะวันออกกลางทำให้ความเชื่อมั่นของ SME ลดลงและต่ำกว่าค่าฐานในทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกและภาคใต้มีระดับความเชื่อมั่นต่ำที่สุด
- ทุกภาคธุรกิจ ทั้งการผลิต การค้า และบริการ มีดัชนีต่ำกว่าระดับ 50 และลดลงจากเดือนก่อนหน้า
ขณะที่ผลกระทบแยกตามภาคธุรกิจในภาคการผลิต ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบต่างประเทศที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง พลาสติก โลหะ ไม้และเฟอร์นิเจอร์ ภาคการค้า เผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้กำลังซื้ออ่อนแอ ประกอบกับต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น ภาคบริการ (ท่องเที่ยวและโรงแรม) ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น แม้จะเป็นช่วงเทศกาลท่องเที่ยวก็ตาม
สำหรับดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 46.4 ซึ่งปรับตัวลดลงเช่นกัน สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังประเมินว่าเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงและกังวลเรื่องภาวะต้นทุน แม้คำสั่งซื้อจะอยู่ในระดับที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มั่นใจในการเพิ่มการผลิตหรือขยายการลงทุน
ดร.ปณิตา ชินวัตร กล่าวเพิ่มเติมว่า การประคับประคองความเชื่อมั่นของ SME จำเป็นต้องทำควบคู่กันในหลายมิติ ทั้งการดูแลต้นทุน การเพิ่มสภาพคล่อง การขยายช่องทางตลาด การยกระดับผลิตภาพ และสนับสนุนการปรับตัวด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และมาตรฐานธุรกิจ เพื่อรับมือแรงกดดันระยะสั้นและเติบโตในระยะยาว ในปีนี้ สสว.จึงได้ดำเนินโครงการสำคัญ 2 โครงการ เพื่อปลดล็อกศักยภาพ SME ไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล โดยโครงการแรกคือ โครงการ Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต(จัดขึ้นเป็นปีแรก) เป็นโครงการที่เน้นสร้างผู้ประกอบการให้ “โตได้ไกล ไปได้จริง” มุ่งสร้างผู้นำกลุ่ม SME ที่จะเป็นตัวอย่างความสำเร็จ ซึ่งกระบวนการพัฒนา ประกอบด้วย การวิเคราะห์เพื่อค้นหาประเด็นการพัฒนาเฉพาะด้านและให้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานพันธมิตรเข้าไปเสริมความรู้เชิงลึกแบบเฉพาะตัว โดยเน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจระดับโลกคือ (1) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transition) (2) การพัฒนานวัตกรรม (Innovation Transition) และ (3) การยกระดับสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition)
นอกจากการให้คำปรึกษาแนะนำแบบเฉพาะตัวแล้ว ยังมีส่วนที่เข้าไปช่วยวิเคราะห์ธุรกิจและจัดทำ roadmap การพัฒนาธุรกิจในระยะ 3 ปี ให้กับผู้ประกอบการด้วย ซึ่งจะทำให้ SME สามารถมีแนวทางและทิศทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลังจบโครงการ ซึ่งปีนี้ได้มีการคัดเลือกผู้ประกอบการ ได้ SME 38 รายเข้าร่วมการพัฒนาที่รอบด้านจากโครงการ Empowering SME สสว. เชื่อว่าด้วยโมเดลการทำงานที่เข้มข้นนี้จะสามารถสร้างผู้นำในกลุ่ม SME ที่จะสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
สำหรับอีกโครงการหนึ่งคือ โครงการ SME National Awards หรือ โครงการประกวดสุดยอด SME แห่งชาติ ซึ่ง สสว. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 18 เป็นโครงการที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเจียรไนให้ธุรกิจก้าวสู่ระดับผู้นำได้อย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกวด แต่มีกระบวนการให้คำปรึกษาแนะนำโดยปรับใช้แนวปฏิบัติในการบริหารจัดการที่เป็นระดับสากล คือ แนวทางของเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award (TQA) SME ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการประเมินชี้แนะแนวทางในการพัฒนาให้สอดคล้องกับเกณฑ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ รวมทั้งปีนี้มีการจัดเวทีประกวดให้รางวัลแก่สุดยอด SME ในแต่ละจังหวัดด้วย (SME Provincial Awards) โดยใช้แนวทางเดียวกับการประกวดระดับชาติ ซึ่งจะทำให้การประกอบธุรกิจของ SME มีมาตรฐานในการบริหารจัดการ และขยายวงกว้างไปถึงธุรกิจในระดับภูมิภาคด้วย ช่วยให้ธุรกิจในภูมิภาคมีการพัฒนาเป็นต้นแบบให้กับธุรกิจอื่นๆ ปีนี้มี SME เข้าสู่การพัฒนาและยกระดับธุรกิจ กว่า 500 ราย ซึ่งทุกรายจะได้เรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการธุรกิจระดับสากล สามารถปรับปรุงธุรกิจให้มีประสิทธิภาพได้โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง และมีที่ปรึกษาให้คำแนะนำการปรับธุรกิจด้านอื่นๆอีกด้วย
“สสว. มุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเคียงข้างและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยให้สามารถก้าวผ่านความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งเติมเครื่องมือและองค์ความรู้เพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในเวทีสากล” ดร.ปณิตา กล่าวทิ้งท้าย









