ค่าเงินบาทเปิด 32.62 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” แนวโน้มเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคืบหน้า

ค่าเงินบาทเปิด 32.62 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” แนวโน้มเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคืบหน้า
วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 32.51-32.72 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะเดียวกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้ออกมาผสมผสาน โดย ดัชนี PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม กลับปรับตัวลดลง สู่ระดับ 50.9 จุด (ดัชนี เกิน 50 จุด สะท้อนถึงภาวะขยายตัว) แย่กว่าคาด ขณะที่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต ได้ปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 55.3 จุด ดีกว่าคาด ส่งผลให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง พร้อมกับการย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งมีส่วนช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) กลับสู่โซน 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทถูกชะลอลงแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามเดิม (เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ชะลอการปรับตัวลง ส่วนราคาทองคำเริ่มแกว่งตัว Sideways)
แม้ว่า ผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ขณะเดียวกัน ได้หนุนให้บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI (โดยเฉพาะกลุ่ม Memory & Data Storage) อาทิ Sandisk +10.8%, Seagate Tech. +7.9% หลังรายงานผลประกอบการของ Nvidia ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาด สะท้อนแนวโน้มการเติบโตที่สดใสของธีม AI (แต่ผู้เล่นในตลาดใช้เป็นโอกาสในการขายทำกำไร Nvidia -1.8%) รวมถึงการปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม Quantum Computing ตามรายงานข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะให้เงินสนับสนุนต่อธุรกิจดังกล่าว โดยแลกกับการถือหุ้นกลุ่ม Quantum Computing ของรัฐบาล
อนึ่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของหุ้นค้าปลีก อย่าง Walmart -7.3% หลังรายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.17% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเพียง +0.09%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเล็กน้อย +0.04% หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น แม้จะพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจาก รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป นอกจากนี้ รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ของยูโรโซน ในเดือนพฤษภาคม ที่ปรับตัวลดลงและออกมาแย่กว่าคาด มีส่วนทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) บ้าง ซึ่งช่วยพยุงบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหว Sideways ระหว่างโซน 4.55%-4.64% โดยล่าสุด แกว่งตัวแถวโซน 4.57% หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าสถานการณ์โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงท่าทีระมัดระวังตัว ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังไม่สามารถปรับตัวลดลงต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ จังหวะการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังถูกจำกัดโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน อนึ่ง เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจน ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้
โดยเราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 (ปรับมุมมองใหม่ล่าสุด) ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีหน้า (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลัง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1 -99.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ ทั้ง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลง ได้ส่งผลให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) รีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังคงถูกจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ รวมถึง รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 87% ที่ BOE จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ (เรามอง BOE คงดอกเบี้ยทั้งปี) และให้ โอกาสราว 65% ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ (เรามอง ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ในปีนี้) และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา (รวมถึงในช่วงนี้) ชี้ว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จากความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดยังคงไม่วางใจต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มีความไม่แน่นอนสูง และเราเชื่อว่า ผู้เล่นในตลาดจะยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงมากขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ว่า การเจรจาหยุดยิงอาจมีความคืบหน้ามากขึ้น หากทั้งสองฝ่ายกลับสู่โต๊ะการเจรจาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน หลังผ่านช่วงประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งในกรณีที่การเจรจาหยุดยิงมีพัฒนาการที่ดีขึ้น จนอาจนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ เราประเมินว่า อาจเห็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ รวมถึง การปรับตัวลดลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED) พร้อมกับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ซึ่งอาจหนุนให้เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ในช่วงระยะสั้น (แนวรับสำคัญถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์)
อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากเงินบาทเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า เช่น การเจรจาหยุดยิงยังคงมีความไม่แน่นอน เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หาก สถานการณ์สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน อาทิ สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เพื่อเร่งกดดันให้เกิดการเจรจาที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น จะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และเราอาจต้องมองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นและจะอยู่เหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้นานเกินช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้ บรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED เสี่ยงที่ต้องกลับมาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อ พร้อมกับการปรับตัวขึ้นแรงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สร้างแรงกดดันหนักต่อราคาทองคำ ส่วนเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มเติมจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่จะแย่ลงชัดเจนในกรณีดังกล่าว
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาท/ดอลลาร์