OSP โชว์ฟอร์มแกร่ง Q1/69 ชูความสำเร็จ ‘Operational Excellence’ พร้อมเร่งกลยุทธ์ Supply Resilience ดันอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 42.5% และกำไรปกติพุ่ง 1,157 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์

บมจ.โอสถสภา (OSP) ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เติบโตโดดเด่น ทำกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 1,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.2% จากปีก่อน (YoY) และ 40.7% จากไตรมาสก่อน (QoQ) สอดรับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับโครงสร้างการผลิตภายใน (Operational Excellence) พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์ “Supply Resilience” ที่บริหารจัดการต้นทุนอย่างยืดหยุ่นและกิจกรรมที่เข้าถึงผู้บริโภครายพื้นที่อย่างแม่นยำ มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้ากลุ่มพรีเมียมและนวัตกรรมใหม่ๆ หนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นแตะระดับ 42.5% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มั่นใจรักษาความแข็งแกร่ง ผลักดันรายได้ทั้งปีเติบโตตามเป้าหมาย

Advertisement

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ Chief Executive Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตในธุรกิจหลักอย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหลักมาจากการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยการรวมศูนย์การผลิตไว้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกส์ ส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนโดยรวมในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญประกอบกับการทำกิจกรรมการตลาดและการส่งเสริมการค้าที่เหมาะสม เน้นผลลัพธ์ วัดผลได้”

เจาะลึกความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569
• รายได้รวม 6,345 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% YoY และ 7.9% QoQ เมื่อเปรียบเทียบกับปีฐานที่ปรับปรุงด้วยอัตราแลกเปลี่ยนตลาดเพื่อให้สอดคล้องกับปีปัจจุบัน ผลักดันโดยรายได้กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศพุ่ง 11.4% YoY โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่เติบโตโดดเด่นถึง 14.7% YoY รับอานิสงส์จากการรุกตลาดพรีเมียม (Premiumization) ผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ อาทิ เอ็ม-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม 12 บาท และการตอบรับที่ดีของกลุ่มเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพอย่างลิโพวิตัน-ดี น้ำตาล 0% และกลยุทธ์เพิ่มปริมาณจาก 100 มล. เป็น 150 มล. ในราคา 15 บาท มอบความคุ้มค่า (Value for Money) และปริมาณที่จุใจมากขึ้นให้กับผู้บริโภค

• สร้างสถิติอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)สูงถึง 42.5% และกำไรปกติพุ่งสูงสุดถึง 1,157 ล้านบาท เป็นประวัติการณ์ เป็นผลสำเร็จจากการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูง (Supply Chain Optimization) และจากการรวมศูนย์การผลิตที่ช่วยลดต้นทุนคงที่และเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร

• ควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหาร (SG&A) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 17.9% YoY และ 19.8% QoQ ผ่านกลยุทธ์การตลาดที่เน้นผลลัพธ์ (ROI-driven) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ

• ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด ครองอันดับ 1 กลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ นำโดยแบรนด์ซี-วิทและเปปทีน ด้านกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลเติบโต 7.4% YoY โดยแบรนด์เบบี้มายด์ยังคงครองอันดับหนึ่งในกลุ่มสบู่เหลวสำหรับเด็ก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ของโอสถสภา

• เดินหน้าสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะแบรนด์ ‘อัลตร้ามายด์’ (Ultramild) ที่เติบโตโดดเด่นจากการขยายฐานสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ (Adult Segment) อาทิ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ผลิตภัณฑ์อาบน้ำผู้ใหญ่ รวมถึงแชมพูสูตรอ่อนโยน ซึ่งช่วยยกระดับอัตรากำไรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“แม้จะเผชิญกับสถานการณ์โลกที่ผันผวน แต่ด้วยความแข็งแกร่งของรากฐานภายในองค์กร การปรับตัวที่รวดเร็วและศักยภาพของทีมงานที่ผลักดันกลยุทธ์ “Supply Resilience” เพื่อรับมือกับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ผันผวนหรือการขาดแคลนวัตถุดิบ การล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า 3-6 เดือน พร้อมเดินหน้าปรับเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์เชิงรุก ทำให้โอสถสภาเชื่อมั่นว่าผลประกอบการปี 2569 จะเติบโตได้ตามเป้าหมายและเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน” นางสาวมุกดา กล่าวสรุป
#โอสถสภา #OSP #เครื่องดื่มบำรุงกำลัง #มุกดาไพรัชเวทย์ #SupplyResilience #เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์