SCB CIO ประเมินเศรษฐกิจและตลาดการลงทุนในไตรมาส 2 ปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อโลก โดยคาดว่าผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในวงจำกัด การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจและตลาดทุน หนุนมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI แนะนำลงทุนโดยเน้นคัดเลือกกลุ่มหุ้นคุณภาพ กระจายลงทุนในอุตสาหกรรมนอกกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการนำ AI มาใช้งานมากขึ้น เช่น กลุ่มเฮลธ์แคร์ และกระจายในตลาดหุ้นอื่นนอกสหรัฐฯ เช่น ญี่ปุ่น และบราซิล พร้อมทั้งกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เป็นธีมการลงทุนที่น่าสนใจ สอดรับกับ Mega Forces ระยะยาว ที่ควรมีไว้ในพอร์ตลงทุน
วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยประเมินว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 นี้ เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายจากภาวะช็อกด้านอุปทานและต้นทุนพลังงานที่ทรงตัวอยู่สูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจเติบโตไม่เท่ากัน โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตอย่างยืดหยุ่น ด้วยแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานค่อนข้างจำกัด ส่วนเศรษฐกิจยุโรป เผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเกิด Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูง เพราะพึ่งการนำเข้าพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อ GDP และกระตุ้นให้เงินเฟ้อเร่งตัว ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น แม้ได้แรงหนุนจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการปฏิรูปบรรษัทภิบาล แต่ในระยะสั้น การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง อาจกดดัน GDP และกำไร หากสงครามยืดเยื้อ ขณะที่ เศรษฐกิจจีน ถูกกระทบจากวิกฤตพลังงานน้อยกว่าประเทศอื่นในเอเชีย เนื่องจากกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนได้ดี แต่ด้านอุปสงค์ในประเทศยังซบเซาอยู่
ในด้านการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลกนั้น ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น จะผลักดันให้เงินเฟ้อโลกทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะเข้ามาจำกัดพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยธนาคารกลางหลัก ยังคงเน้นการดำเนินนโยบายที่อิงจากข้อมูลเป็นหลัก (Data-dependent) โดยเฉพาะ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง นักลงทุนจึงควรเตรียมรับมือกับภาวะการเงินที่ยังตึงตัวและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น โดยเน้นคัดเลือกการลงทุนมากขึ้น
ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีผลต่อการลงทุนยังต้องจับตา ได้แก่ ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ เป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทาน ซึ่งไม่เพียงสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงิน แต่ยังทำให้เงินเฟ้อโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจาก AI disruption แม้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ทำให้ความต่างของผลตอบแทนระหว่างบริษัทมีมากขึ้น จึงอาจสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรในกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานสูงและกลุ่มซอฟต์แวร์ ควบคู่กับความท้าทายเรื่องคอขวดของโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและพลังงาน ที่อาจเติบโตไม่ทันรองรับกระแส AI และสุดท้ายคือ ความเสี่ยงจากความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ เนื่องจากการขาดดุลที่เรื้อรังและภาระหนี้ภาครัฐที่ยังอยู่สูง ทำให้นักลงทุนกังวลและเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยง (term premium) สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ระยะยาว เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield curve) ชันขึ้น
จากสถานการณ์นี้ กลยุทธ์ลงทุนในตราสารหนี้ ควรเน้นพิจารณาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับ และคัดเลือกตราสารหนี้มากขึ้น ท่ามกลางความแตกต่างด้านคุณภาพตราสารที่สูงขึ้น โดยควรระวังการลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มซอฟต์แวร์ที่ถูก AI กดดัน และความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ซ้ำในตราสารหนี้อันดับความน่าเชื่อถือระดับ B ที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง
ส่วนกลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุนรวม แนะนำให้เน้นคัดเลือกหุ้นเชิงรุกในกลุ่ม หุ้นคุณภาพสูง (Quality) ควบคู่การมองหาโอกาสในธีม AI ที่ขยายสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน และเฮลธ์แคร์ แต่ควรระมัดระวังการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการเงิน ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวระดับสูง การเลือกลงทุนในหุ้นคุณภาพมีความสำคัญมากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ระดับ Valuation ที่ถูกเพียงอย่างเดียว โดยควรเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดมั่นคง และมีอำนาจในการกำหนดราคา เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและภาวะการเงินที่ตึงตัว ด้านการลงทุนใน ธีม AI ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มเจาะลึกและคัดกรองบริษัทมากขึ้น ทำให้บริษัทที่สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้จนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้จริงกลายเป็นเป้าหมายหลักในการเฟ้นหาหุ้นเชิงรุก
นอกจากนี้ การเติบโตของเทคโนโลยี AI เฟสปัจจุบันต้องอาศัยเงินลงทุนที่มากในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงาน ระบบทำความเย็น และระบบประมวลผล ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ได้ประโยชน์ขยายวงกว้างจากบริษัทกลุ่มแรกไปยังธุรกิจอื่นๆในห่วงโซ่คุณค่าของ AI ซึ่งมักมีแนวโน้มกำไรเติบโตดี และ Valuation ยังน่าสนใจ รวมทั้ง โอกาสการลงทุนยังเปิดกว้างไปยังอุตสาหกรรมนอกกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ กลุ่มเฮลธ์แคร์ ที่มีการนำ AI มาใช้งานมากขึ้น นอกจากนี้ แนะนำให้กระจายการลงทุนไปยัง ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และ บราซิล โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนเชิงนโยบาย และความคืบหน้าในการปฏิรูปบรรษัทภิบาล ขณะที่ ตลาดหุ้นบราซิลมีความน่าสนใจจาก Valuation ที่ค่อนข้างถูก และได้ปัจจัยหนุนจากแนวโน้มการลดดอกเบี้ยอย่างมีนัย
ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับ Mega Forces ระยะยาว เช่น กลุ่มพลังงานทดแทน และระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาด (Electro-Tech) ที่ครอบคลุม ตั้งแต่ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง (Power Electronics devices) มอเตอร์ไฟฟ้า ไปจนถึงโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึง วัตถุดิบต้นน้ำสำคัญอย่างทองแดง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลก ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและตลาดทุน ทั้งนี้ เราประเมินว่า จีนมีภูมิคุ้มกันต่อภาวะช็อกด้านพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าที่รวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่น จนอาจก้าวเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาดเป็นหลักชาติแรกของโลก และอาจกลายเป็นแม่แบบให้ประเทศอื่นหนุนการลงทุนในกลุ่มพลังงานทดแทน และ Electro-Tech ตาม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ
สำหรับคำแนะนำการลงทุนบนพอร์ตหลัก (Core Portfolio) SCB CIO แนะนำให้ทยอยลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นคัดเลือก พันธบัตรและหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade) ระยะสั้นของสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับที่น่าสนใจกว่าการเก็งกำไรจากส่วนต่างราคา ควบคู่ไปกับการลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน และ REITs โดย REITs ของสิงคโปร์ยังน่าสนใจจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง หลังการรีไฟแนนซ์ ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุน ส่วน REITs ของไทยมีความน่าสนใจจากระดับ Valuation ที่ค่อนข้างต่ำ และมีอัตราการจ่ายปันผลสูงถึงราว 8% ส่วนการสร้างโอกาสเติบโต แนะนำให้เน้นลงทุนผ่านกองทุนรวมใน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพื่อรับอานิสงส์จากกำไรของบริษัทที่เติบโตโดดเด่น และกระจายตัวในวงกว้างมากขึ้น รวมถึง ได้แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น แนะนำลงทุนแบบ Selective แม้จะได้รับปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการปฏิรูปบรรษัทภิบาล และความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง แต่ปัจจุบันตลาดได้รับรู้ข่าวดีเหล่านี้ไปพอสมควรแล้ว ขณะที่ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ชิปหน่วยความจำที่แข็งแกร่งตามกระแส AI ทั่วโลก และจากนโยบายปฏิรูปตลาดทุน นอกจากนี้ ควรลงทุน ทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และเงินเฟ้อ ท่ามกลางแนวโน้มการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องในทุนสำรองของธนาคารกลางต่างๆ
ขณะที่พอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูงและต้องการหาโอกาสรับผลตอบแทนในระยะสั้น แนะนำลงทุนผ่านกองทุนรวมในธีมที่มีความโดดเด่น เริ่มจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งช่วยหนุนกำไรตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มชิปหน่วยความจำที่โมเมนตัมกำไรเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัย ถัดมาคือ หุ้นกลุ่มพลังงานยั่งยืน ที่เติบโตตามความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกที่พุ่งขึ้นจากการขยายตัวของ AI โดยกลุ่มนี้ยังมี Valuation ที่ถูกกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และให้อัตราปันผลที่สูงกว่า นอกจากนี้ ยังแนะนำลงทุน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก ที่ได้แรงหนุนจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรที่โดดเด่น ทั้งนี้ ควรเน้นบริษัทที่มีศักยภาพเติบโต มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างและไม่ถูกคุกคามจากเทคโนโลยี AI ปิดท้ายด้วยหุ้นตลาดเกิดใหม่ไม่รวมจีน ซึ่ง SCB CIO มีมุมมองบวกต่อเกาหลีใต้ และไต้หวันในฐานะฟันเฟืองหลักของห่วงโซ่อุปทาน AI รวมถึงบางประเทศอย่างบราซิลที่ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่สูง
ที่มา: Quarterly Outlook ประจำไตรมาส 2/2569
จัดทำโดย SCB CIO ณ วันที่ 6 พ.ค. 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจลงทุน
#SCBCIO #สงครามตะวันออกกลาง #ตลาดหุ้นโลก #MegaForces









