บล.เอเซีย พลัส ชี้สงครามส่อแววสงบ ดันฟันด์โฟลว์ลุยสินทรัพย์เสี่ยง เตือน IMF หั่น GDP ไทยต่ำสุดในภูมิภาค ชูเก็บหุ้นลงลึกรับอานิสงส์ ERW-CPALL-CBG นำทีม

บล.เอเซีย พลัส ชี้สงครามส่อแววสงบ ดันฟันด์โฟลว์ลุยสินทรัพย์เสี่ยง เตือน IMF หั่น GDP ไทยต่ำสุดในภูมิภาค ชูเก็บหุ้นลงลึกรับอานิสงส์ ERW-CPALL-CBG นำทีม

Advertisement

วันที่ 16 เมษายน 2569 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนว่า ตลาดหุ้นกำลังคาดหวังถึงการสิ้นสุดของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าอิหร่านติดต่อขอเจรจารอบ 2 โดยมีรัสเซียเข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญ ขณะที่สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าอาจมีการพิจารณาขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 2 สัปดาห์ และเตรียมดำเนินการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร โดยจีนตกลงที่จะหยุดส่งอาวุธให้อิหร่านแล้ว สัญญาณเชิงบวกนี้สอดคล้องกับตลาดคาดการณ์ (Prediction Markets) ที่ให้น้ำหนักว่าการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติภายในเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2026 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกทั้ง BRENT และ WTI ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน และเกิดกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง โดยในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (MAG-7) พุ่งขึ้น 6.6%, ดัชนี NASDAQ +4.3% และตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงหนุนให้ดัชนี SET ของไทยแกว่งตัวในแดนบวก (Bullish) ได้ในวันนี้

IMF หั่น GDP ไทยปี 2026 เหลือ 1.5% ต่ำสุดในภูมิภาค เสี่ยงเข้าสู่ Stagflation ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (GDP) ปี 2026 ไว้ที่ 3.1% โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือสงครามต้องยุติภายในกลางปีนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย IMF ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ลงเหลือเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าเติบโตต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน (เช่น เวียดนาม 7.1%, อินโดนีเซีย 5.0%, มาเลเซีย 4.7%) ปัจจัยกดดันหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า มาจากราคาพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้น, การหดตัวของรายได้การท่องเที่ยวจากฝั่งตะวันออกกลาง และปัญหาโครงสร้างหนี้ครัวเรือนที่สะสมอยู่ในระดับสูง ฝ่ายวิจัยระบุว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจเดินหน้าแบบไม่สะดุด นโยบายการเงินและการคลังต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเพิ่มความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation

จับตา DELTA กดดัน SET – ชูกลยุทธ์ช้อนหุ้นลงลึกรับสงครามผ่อนคลาย สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้ อาจมีความเสี่ยงถูกกดดันจากการที่หุ้น DELTA ติดเครื่องหมาย Trading Alert ซึ่งตามสถิติในอดีตมักจะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงประมาณ 20 บาท และกดดันดัชนี SET ราว 20 จุด รวมถึงอาจมีแรงเทขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มน้ำมัน แต่อาจมีแรงพยุงดัชนีได้บ้างจากการที่หุ้นแม่ของ DELTA ที่ไต้หวันปรับตัวบวกถึง 6% ในช่วงหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา

กลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้เข้าเก็งกำไรใน “หุ้นที่ปรับตัวลงลึก” ในช่วงเกิดวิกฤตสงคราม (1 มี.ค. – 15 เม.ย. 26) เพื่อรับอานิสงส์จากสถานการณ์ตึงเครียดที่ผ่อนคลายลง แนะนำหุ้นน่าสะสม ได้แก่ TIDLOR (-25%), BA (-25%), BGRIM (-22%), GLOBAL (-21%), GPSC (-20%), BH (-19%), MTC (-18%), CBG (-16%), ERW (-16%) และ SJWD (-15%) โดยกำหนดให้หุ้น ERW, CPALL และ CBG เป็น Prime Picks ประจำวัน

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำเก็งกำไรผ่านตราสารแสดงสิทธิฯ DR: ASML01 หลังจากบริษัท ASML รายงานกำไรไตรมาส 1 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ปี 2026 จากอานิสงส์ความต้องการชิปที่แข็งแกร่งของลูกค้ารายใหญ่อย่าง TSMC, SK HYNIX และ SAMSUNG รวมถึงแนะนำ DR: CATL01 ที่รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 สุดแกร่ง โดยยอดขายแบตเตอรี่รถ EV ยังเติบโตได้ 50% YoY และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานสำรอง (ESS) โตทะยานถึง 130% หนุนจากความต้องการพลังงานในธุรกิจ Data Center ที่สูงมาก)

#เอเซียพลัส #จีดีพี #ไอเอ็มเอฟ #สินทรัพย์เสี่ยง