นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน
ทั้งนี้ในวันที่ 27 มกราคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 159,867 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,656 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,655 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 37 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 8 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 2 เรื่อง ข่าวปลอม 5 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่
อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง หากไม่ไปเลือกตั้งท้องถิ่น สส. หรือออกเสียงประชามติ จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง 2 ปี
อันดับที่ 2 ข่าวปลอม เรื่อง จากเหตุการณ์ไฟไหม้ตอม่อสะพานภูมิพล พบความเสียหาย 2 ใน 3 ค่าเสียหายสูงถึง 15 ล้านบาท
อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดลงทะเบียนสินเชื่อเฟส 2 ยื่น 90,000 บาท คืน 1,950 บาท ผ่าน TikTok efrgjwjhtea
อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง ไทยใช้กำลังทหารปฏิบัติการในพื้นที่กัมพูชา ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
อันดับที่ 5 ข่าวจริง เรื่อง ขยี้ตาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สายตาเอียงเพิ่มขึ้น
อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง การเคลือบสูติบัตร ทำให้เอกสารเป็นโมฆะ
อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง นักวิเคราะห์การลงทุนจากไอดีไลน์ brokeraom ได้รับการรับรองโดย ก.ล.ต.
อันดับที่ 8 ข่าวบิดเบือน เรื่อง รถแบคโฮของตำรวจตระเวนชายแดนไทย ประจำการใกล้พื้นที่เขาพระวิหารถูกลอบวางเพลิง
สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวจริง : เรื่อง “หากไม่ไปเลือกตั้งท้องถิ่น สส. หรือออกเสียงประชามติ จะถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง 2 ปี” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” เนื่องจากเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่เหตุนั้นไม่ใช่เหตุอันสมควร จะถูกจำกัดสิทธิดังต่อไปนี้
- สิทธิในการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
- สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
- ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
- ห้ามดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษา ผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น









