ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค.68 ทรงตัวในระดับเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง พิษชายแดนไทยกัมพูชา-การเมืองไม่นิ่งกดดัน
วันที่ 7 มกราคม 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,321 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนธันวาคม 2568 ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 51.8 โดยยังคงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา และปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมายังคงส่งผลกดดันต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในภาพรวม
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 51.8 ทรงตัวเท่ากับเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่น คาดว่ามาจาก (1) การดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคมและสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคมนี้ (2) การเข้าสู่ช่วงการท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญปลายปี ทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศของประชาชนและการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายและการกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจช่วงปลายปี และ (3) สถานการณ์การส่งออกยังคงมีแนวโน้มเชิงบวกจากการส่งออกที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 57.6 ปรับตัวลดลงจากระดับ 58.0
ในเดือนก่อนหน้า และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.2 แม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 42.6
ในเดือนก่อนหน้า แต่มีค่าต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงและดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบันอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น คาดว่ามาจากปัจจัยกดดันภายในประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมือง
อันเป็นผลจากการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนปัญหาหนี้ครัวเรือนและราคาสินค้าที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 เหลือเพียงร้อยละ 1.25 ต่อปี คาดว่า
จะมีส่วนช่วยบรรเทาภาระด้านการเงินของประชาชนและภาคธุรกิจในระยะถัดไป นอกจากนี้ ภาคการผลิตและการค้าของไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย อาทิ มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ภาวะเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้า
ที่ชะลอตัว รวมถึงความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่นและเป็นประเด็น
ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด
คิดเป็นร้อยละ 45.02 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 15.46 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 11.12
การเมือง ร้อยละ 7.78 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 7.23 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 6.99 ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 2.44 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.20 และ อื่น ๆ ร้อยละ 1.76 ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 4 ภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 59.4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 53.0 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.2 และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 50.5 ขณะที่ภาคกลางปรับตัวลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ระดับ 49.4
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มี 6 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 55.3 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 53.3 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 52.8 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 52.1 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 52.0 และพนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 50.9 ในขณะที่มี 1 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 49.3 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 43.3 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย

นายนันทพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธันวาคม 2568 ยังทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับเดือนหน้าและอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้แรงสนับสนุนจากช่วงท้ายของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัส รวมถึงการเข้าสู่บรรยากาศเทศกาลสำคัญช่วงปลายปี ซึ่งช่วยผ่อนคลายบรรยากาศความตึงเครียดและแรงกดดันที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปีได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ผลการจัดทำดัชนีพบว่า สัดส่วนความกังวลต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงและการเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชาที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ยิ่งส่งผลให้ประชาชนเกิดความกังวลและกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงการเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลของประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับการยุบสภาผู้แทนราษฎรที่ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง และเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อระดับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนที่ผ่านมา
โดยภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคตลอดปี 2568 ยังคงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่ยังคงอยู่ในระดับจำกัด จากความไม่แน่นอนและความผันผวนของปัจจัยสำคัญภายในและภายนอกประเทศ ทั้งจากสถานการณ์ทางการเมือง ความมั่นคง และเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหวในช่วงต้นปี และอุทกภัยในช่วงกลางและปลายปี ตลอดจนปัญหาหนี้ครัวเรือนและระดับราคาสินค้าที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน สถานการณ์ระหว่างประเทศ เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนของการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงต่าง ๆ ยังคงมีส่วนช่วยสนับสนุนและประคับประคองระดับความเชื่อมั่นผู้บริโภคไว้ในระดับหนึ่ง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในช่วงต้นปี 2569 คาดการณ์ว่าจะยังทรงตัวอยู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงปลายปี 2568 หากไม่มีเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรู้สึกและความกังวลของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์อาจส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยในอีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามและกำกับดูแลสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการดำเนินการตามแนวทางเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและเสริมสร้างจุดแข็งทางการค้าของประเทศ โดยการสนับสนุนกิจกรรมทางการค้า การขยายโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมบรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวม และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
#ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค #ชายแดนไทยกัมพูชา #ข่าววันนี้ #กระทรวงพาณิชย์









