ธปท.จับตาสัญญาณเงินฝืด พร้อมปรับดอกเบี้ยหากเห็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ย้ำกำกับสถาบันการเงินไทย ไม่ให้เอี่ยวสแกมเมอร์-เงินเทา
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum 3/2568 ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปรับตัวดีขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ช่วงต้นปี โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัว 3% จากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ ขณะที่ ช่วงครึ่งหลังของปี มีแนวโน้มชะลอลง จากภาคการผลิต ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวและการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว ดังนั้นนโยบายการเงินระยะข้างหน้าจะต้องอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย เพื่อเอื้อต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมามีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 3 ครั้ง เพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ประเมินไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี ดูแลภาวะการเงินให้เอื้อต่อการปรับตัวของธุรกิจ และลดภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและภาคครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ส่วนการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม จะต้องดูความเหมาะสมของแนวโน้มเศรษฐกิจ และภาวะการเงินควบคู่ไปกับประสิทธิผลการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่มีพื้นที่การใช้นโยบายการเงินน้อยลง

ทั้งนี้ ธปท.ได้ประเมินช่วงครึ่งหลังของ ปี 2568 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่า GDP ไตรมาสที่ 3 จะขยายตัว 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ติดลบ 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบหลายปี เป็นผลจากการปิดซ่อมโรงงาน และการปิดเพื่อปรับปรุงการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ปิโตรเลียม และเครื่องดื่ม แต่ยังไม่ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายของเศรษฐกิจ เพราะคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น “คนละครึ่ง พลัส” ช่วยหนุน GDP เพิ่มขึ้น 0.2% – 0.3% ส่งผลให้ไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลทำให้ทั้งปี 2568 GDP ไทย จะขยายตัวได้ที่ 2.2%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 โดยคาดว่า GDP จะเติบโตที่ 1.6% จากผลกระทบภาคการส่งออก ที่คาดว่าจะชะลอลงจากผลมาตรการภาษีสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และส่งผลกระทบมากขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 1.50% ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็ยอมรับว่าอัตราการขยายตัวในระดับที่ประเมินไว้ยังต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะต้องอาศัยมาตรการทางการคลังและการแก้ปัญหาเฉพาะได้ รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ถึงจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ศักยภาพได้
นายสักกะภพ กล่าวต่อว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย ได้ส่งผลกระทบทำให้การลงทุนของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในจำนวนมาก แต่การตัดสินใจลงทุนยังไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลต่อปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย โดยการลงทุนจากการส่งเสริมของ BOI คิดเป็นสัดส่วน 20% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด แม้จะถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีการนำเข้าวัตถุดิบเป็นส่วนใหญ่มากกว่าการใช้วัตถุดิบในประเทศ ทำให้ผลประโยชน์ไม่เกิดกับเศรษฐกิจในประเทศมากนัก ดังนั้น ควรมีการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มการลงทุนโดยเฉพาะที่อยู่นอก BOI

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทย ยังไม่เห็นสัญญาณภาวะเงินฝืด ซึ่งความเสี่ยงภาวะเงินฝืดของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลักคือ เงินเฟ้อต่ำปัจจุบันถูกขับเคลื่อนจากราคาสินค้าที่ลดลงเพียงบางหมวดโดยราคาอื่นไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้ออย่างทรงตัวใกล้เคียงอดีต และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวได้ดี อย่างไรก็ตาม ธปท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีความเสี่ยงภาวะเงินฝืดเกิดขึ้น การตัดสินใจนโยบายการเงินก็จะเปลี่ยนไป เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยก็จะเข้ามามีผลช่วยดูแลเงินเฟ้อมากขึ้น
โดยเงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากการลดลงของราคาน้ำมันและอาหารสด เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ผลิตอาหารได้เองจึงทำให้ราคาอาหารไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น รวมถึงรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาสินค้าที่ลดลง ไม่ได้ปรับลดอย่างต่อเนื่องและเป็นวงกว้างในหลายสินค้า ธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะกลับมาเป็นบวกในไตรมาสที่ 2 ของปี 69 และกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 1-3% ช่วงต้นปี 70
นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.กล่าวว่า ธปท. ประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 จากสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และการแก้ปัญหาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยที่เริ่มเห็นผลและทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมา คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 จะมีจำนวน 33 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคน ในปี 2569 ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน คาดว่า จะมีจำนวน 4.4 ล้านคน และเพิ่มเป็น 6 ล้านคน ในปี 2569 พร้อมยืนยันว่า ปัญหาสแกมเมอร์ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวไทย แต่ยังต้องติดตามผลกระทบเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในอนาคต
โดยสัปดาห์ที่่ผ่านมาได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (The IMF-World Bank Annual Meetings 2025) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ซึ่งได้มีการหยิบยกปัญหาสแกมเมอร์ขึ้นมาพูดคุยเป็นวาระสำคัญ โดยที่ประชุมเห็นว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในระดับโลก จึงไม่ใช่ปัญหาที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ไขได้ แต่ต้องเป็นความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ
ทั้งนี้ในส่วนของไทย ธปท. ยืนยันว่ามีนโยบายชัดเจนที่จะดูแลเพื่อไม่ให้เงินเทา ทั้งจากสแกมเมอร์ หรือการฟอกเงินจากธุรกิจที่ผิดกฎหมาย อยูในสถาบันการเงินไทย ซึ่งได้มีการทำงานร่วมกับตำรวจ และ ปปง. อย่างต่อเนื่อง
#สแกมเมอร์ #เงินเทา #คนละครึ่ง #ธปท #คนละครึ่งพลัส #จีดีพี #ข่าววันนี้ #นักท่องเที่ยวจีน #ฟอกเงิน









