สัญญา สถิรบุตร-วิชิต ปลั่งศรีสกุล-อันวาร์ สาและ แทคทีมเปิดโปงขบวนการปั้นน้ำเป็นตัว ใช้กลไกกรรมาธิการฯยัดไส้ข้อมูลเท็จ บิดเบือนคำพิพากษาศาล เสนอประธานสภาฯเร่งจัดการโดยไว
นายสัญญา สถิรบุตร ในนามกลุ่ม 3 อดีตส.ส.ประกอบด้วยอดีต ส.ส.อีก 2 คนคือนายวิชิต ปลั่งศรีสกุล และนายอันวาร์ สาและ เปิดเผยว่าได้นำส่งชุดข้อมูลสำเนาคำพิพากษาศาลแพ่ง ลงวันที่ 21 มีนาคม 2567 ที่ยืนยันชัดเจนถึงความเท็จ และอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำละเมิดอำนาจศาล ซึ่งถูกบันทึกไว้ในรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง”การปฏิบัติตามกฏหมายของโครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย(โฮปเวลล์)” ของคณะกรรมาธิการการกฏหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฏร กรณีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โฮปเวลล์(ประเทศไทย) ที่กระทรวงพาณิชย์ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฏร ได้ใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาหาทางป้องกันและแก้ไข มิให้ขบวนการใดๆเข้าไปแทรกแซง บิดเบือนกลไกอำนาจหลักของประเทศคืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรวนเรและสับสน กระทบต่อความเชื่อถือและความเชื่อมั่นอย่างร้ายแรง
“สาระสำคัญในรายงานการพิจารณาศึกษาฯ ของคณะกรรมาธิการฯดังกล่าว ระบุว่าบริษัท โฮปเวลล์(ประเทศไทย) จำกัด มีสถานะเป็นโมฆะ ด้วยเหตุจดทะเบียนไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฏหมาย แต่ความจริงปรากฏตามคำพิพากษาศาลแพ่ง ลงวันที่ 21 มีนาคม 2567 ระบุยืนยันชัดเจนว่าคำขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ คำขอจดทะเบียน และการจดทะเบียนบริษัทโฮปเวลล์(ประเทศไทย) เป็นไปด้วยความถูกต้อง ชอบด้วยกฏหมาย โดยได้รับการอนุมัติจากครม.เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2533 ให้ประกอบกิจการตามสัญญาสัมปทาน”
นายสัญญา กล่าวว่าเมื่อความจริงตามคำพิพากษาศาลแพ่งปรากฏชัดเจน จึงเป็นการยืนยันว่ารายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง”การปฏิบัติตามกฏหมายของโครงการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร และการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย(โฮปเวลล์)” ของคณะกรรมาธิการการกฏหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฏร มีสาระสำคัญอันเป็น”ข้อมูลเท็จ”บิดเบือนการใช้อำนาจนิติบัญญัติ และถูกส่งต่อข้อมูลเท็จ ต่อฝ่ายบริหาร ให้ดำเนินการในลักษณะปฏิเสธหักล้างอำนาจตุลาการ ซึ่งอาจเกิดความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน
“เราทั้ง 3 คนที่เป็นอดีต ส.ส.หวังว่าท่านประธานสภาผู้แทนราษฏร จะได้นำข้อมูลความจริงที่นำเรียนไปพิจารณาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาการทับซ้อนกันของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการเพื่อให้เกิดความชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ตลอดจนนักลงทุนต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่ยึดถือคำพิพากษาชี้ขาดของศาลเป็นที่สุดและเด็ดขาด”






