NKT ชู “O-arm Navigation” อัปเกรดผ่าตัดกระดูกสันหลัง รุกลงทุน 3 โปรเจคใหญ่ หนุนเติบโตยั่งยืน

บมจ.โรงพยาบาลนครธน (NKT) ยกระดับมาตรฐานการรักษาด้วยเทคโนโลยี O-arm Navigation เข้าช่วยผ่าตัดเพิ่มประสิทธิภาพความแม่นยำ-ลดภาวะแทรกซ้อน หนุนศักยภาพทีมแพทย์เฉพาะทาง สอดรับดีมานด์ผู้ป่วยซับซ้อน-ผู้สูงวัย พร้อมเดินหน้าลงทุน “นครธน 2 – Long Life Center – ขยายเตียงนครธน 1” เสริมกำลังแข่งขันธุรกิจสุขภาพ มั่นใจรายได้ปี 68 เติบโตตามเป้า 8-10%

Advertisement

NKT เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว โดยการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง O-arm Navigation เข้ามาใช้ในการผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลัง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโรคที่สร้าง Pain Point สำคัญทั้งในกลุ่มวัยทำงาน และผู้สูงอายุ เทคโนโลยีดังกล่าวนับเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการรักษาในประเทศ และตอกย้ำจุดยืนของ NKT ในฐานะโรงพยาบาลเอกชนที่มุ่งสู่การให้บริการรักษาโรคยากซับซ้อนเชิงลึก

O-arm Navigation ถือเป็นระบบคอมพิวเตอร์นำวิถีที่สามารถสร้างภาพกระดูกสันหลังแบบ 3 มิติในระหว่างการผ่าตัดจริง ใช้เวลาสแกนเพียงไม่กี่วินาที และแสดงผลแบบ Real-time ให้ศัลยแพทย์สามารถกำหนดตำแหน่งการใส่สกรูยึดกระดูกได้แม่นยำถึงระดับเศษส่วนของมิลลิเมตร ความแม่นยำดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงของการวางอุปกรณ์ผิดตำแหน่ง ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม ที่มักมีแผลขนาดใหญ่และใช้เวลาพักฟื้นยาวนาน

รศ.ญาณเดช ทองสิมา ประธานกรรมการ NKT เปิดเผยว่า การลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่นนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มคุณภาพการรักษา แต่ยังทำให้ NKT แตกต่างจากคู่แข่ง และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ว่าเป็นโรงพยาบาลที่พร้อมรับมือกับโรคยากซับซ้อน โดยเฉพาะด้านกระดูกสันหลังซึ่งมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งจากโครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และจากไลฟ์สไตล์การทำงานที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นาน เป็นต้น

“ในปี 2568 บริษัทฯตั้งเป้ารายได้เติบโต 8-10% จากปีก่อน โดยการเติบโตจะมาจากทั้งการขยายฐานผู้ป่วยใหม่ และการยกระดับบริการเฉพาะทางที่สร้างมาร์จิ้นสูงกว่า โดยในไตรมาส 2/2568 NKT ทำรายได้รวม 492 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 42 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีแรกทำรายได้รวม 992 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 98 ล้านบาท”

แพทย์หญิงศิเรมอร ทองสิมา ผู้อำนวยการสายงานแพทย์ของ NKT กล่าวเสริมว่า การลงทุนใน O-arm Navigation ไม่เพียงช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการผ่าตัด แต่ยังเสริมความมั่นใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งด้าน Soft Power ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน

“นวัตกรรมนี้จะเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้จากกลุ่ม Super Specialized Services ที่ NKT ตั้งเป้าขยายต่อเนื่องในอนาคต”

นอกจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีแล้ว NKT ยังเดินหน้าลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการ ได้แก่
1. โครงการโรงพยาบาลนครธน 2 บนถนนเอกชัย ขนาด 151 เตียง ความคืบหน้ากว่า 90% คาดเปิดบริการไตรมาส 4/68 รองรับผู้ป่วยทั้งกลุ่มทั่วไป สิทธิประกันสุขภาพ และคาดเริ่มเปิดให้บริการผู้ประกันตนในปี 2570

2. โครงการนครธน ลองไลฟ์ เซ็นเตอร์ (Long Life Center) ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงแบบองค์รวม ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลหลัก คืบหน้า 45% คาดเปิดปี 2569 เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

3. โครงการขยายเตียงโรงพยาบาลนครธน เพิ่มอีก 95 เตียง จากปัจจุบัน 150 เตียง คาดทยอยเปิดบริการในปี 2570 โดยอยู่ระหว่างปรับปรุงหอผู้ป่วย VIP

ทั้ง 3 โครงการนี้สะท้อนกลยุทธ์การเติบโตของ NKT ที่ไม่ได้พึ่งพารายได้เพียงจากบริการผู้ป่วยทั่วไป แต่หันมาสร้างโครงสร้างรายได้ระยะยาวจากทั้งการดูแลผู้สูงอายุ การรักษาโรคยากซับซ้อน และการเพิ่มศักยภาพเตียงให้บริการ เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตต่อเนื่อง

NKT ดำเนินการมากว่า 29 ปี มีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งย่านพระราม 2 ซึ่งมีประชากรหนาแน่นและมีกำลังซื้อสูง อีกทั้งยังมีฐานลูกค้าที่ภักดี (loyalty base) แข็งแรง ปัจจุบันโรงพยาบาลมีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางกว่า 20 ศูนย์ เช่น ศูนย์กระดูกสันหลัง ศูนย์สมองและระบบประสาท ศูนย์หัวใจ ศูนย์มะเร็ง ศูนย์นครธน กิฟต์ เฟอร์ทิลิตี้ และศูนย์สุขภาพเด็ก เป็นต้น โดยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเหล่านี้ ช่วยให้ NKT มีจุดขายที่แตกต่างและสามารถเจาะกลุ่มผู้ป่วยได้หลากหลาย

ขณะเดียวกัน NKT ยังมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังพัฒนา Super Application และบริการ Telemedicine รวมถึงบริการเจาะเลือดถึงบ้าน เพื่อขยายการเข้าถึงผู้ป่วย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย

การผสานกันระหว่าง เทคโนโลยีที่ทันสมัย-การลงทุนเชิงโครงสร้าง-ความชำนาญของทีมแพทย์ ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ NKT มีศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในฐานะธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่รับมือกับดีมานด์สุขภาพในประเทศ และในฐานะผู้เล่นที่พร้อมรองรับกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ซึ่งกำลังกลับมาอย่างแข็งแกร่งหลังโควิด ดังนั้น NKT จึงมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันรายได้ปี 2568 ให้เติบโตตามเป้าที่ 8-10% และปูรากฐานสู่การเติบโตระยะยาว ผ่านการลงทุนเชิงรุกในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ความต้องการสุขภาพของสังคมไทยในอนาคต