คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่มีมูลความผิดในกรณีพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งตามที่กล่าวหา ให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป
นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า เรื่องกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับคณะรัฐมนตรีรวม 35 คน กรณีร่วมกันมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. และเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 169 และมาตรา 170 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เรื่องนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง โดยมีนายณรงค์ รัฐอมฤต เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน
จากการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับพวกในฐานะคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …. ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และต่อมา สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 66 คน ได้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 ประธานรัฐสภาจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 3-4/2557 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2557 ว่าร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ของประเทศ พ.ศ. …. ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและมีข้อความขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 วรรคสอง ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญมีผลให้ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นอันตกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคสาม
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยในขั้นตอนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ไม่ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 169 และมาตรา 170 มาพิจารณา เนื่องจากเนื้อหาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้เคยมีการตราไว้เป็นกฎหมาย ในทำนองเดียวกันมาหลายครั้ง โดยรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับ ในช่วงเวลาเดียวกันก็มีข้อความในทำนองเดียวกัน กับมาตรา ๑๖๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และที่ผ่านมาไม่มีประเด็นเกี่ยวกับ เรื่องการขัดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด จึงเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา กับพวก เชื่อว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ขัด ต่อรัฐธรรมนูญ อีกทั้งในการเสนอร่างพระราชบัญญัติของผู้ถูกกล่าวหา กับพวก ในฐานะคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหารเป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา อันไม่ใช่หน้าที่ทั่วไปหรือตามที่กฎหมายกำหนด ตามองค์ประกอบความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 123/1 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาและตรากฎหมาย มีอำนาจพิจารณาเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ หรือมีอำนาจการแก้ไขได้ เป็นการตรวจสอบ ถ่วงดุลและคานอำนาจฝ่ายบริหารของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตย และเป็นการกระทำของรัฐบาลที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภา เป็นไปตามหลักทฤษฎีการกระทำของรัฐบาล ซึ่งโดยหลักการศาลปกครองหรือศาลยุติธรรมจะไม่เข้าไปตรวจสอบ เว้นแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบว่าพระราชบัญญัติใดมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้ามีบทบัญญัติใด ที่รัฐบาลเสนอมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ต้องรับผิดชอบในทางการเมืองในเรื่องกระบวนการถอดถอน หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการตั้งกระทู้ถามอันเป็นการตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 1 ว่าการกระทำดังกล่าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2-35 ไม่มีมูลความผิดตามที่กล่าวหา ให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป









