นักรบไซเธียน , เฟมินิสต์ , และป่าดงดิบผืนใหญ่ที่สุดในโลก อย่าแปลกใจถ้าคุณจะอ้าปากค้างเมื่อรู้จักพวกเธอนักรบหญิงเผ่าไซเธียน
ฟังดูหัวข้อแล้วมันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันเลยใช่ไหมล่ะครับ แต่จริงๆแล้วมันดันมาเกี่ยวกันได้แบบมึนๆงงๆนี่ล่ะ เพราะผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะรู้จักตำนานนักรบหญิงอะเมซอน (Amazons) ของพวกกรีซกันอยู่บ้างแล้ว และมันก็คงจะทำให้ทุกท่านยิ่งสงสัยอีกว่า แล้วทำไมนามของนักรบหญิงอะเมซอนในตำนานกรีซถึงกลายมาเป็นชื่อของป่าอะเมซอนในทวีปอเมริกาใต้ไปได้อย่างไร?
เรื่องของเรื่องมันเป็นมีอยู่ว่า ในช่วงที่พวกไซเธียนได้เข้าครอบครองดินแดนในทุ่งหญ้าแถบแนวชายฝั่งทะเลดำ (Black sea) ตั้งแต่รัสเซียเรื่อยลงมาจนถึงแถบเอเชียไมเนอร์ (Asia minor) เมื่อราว 3,000 ปีก่อนนั้น พวกเขาก็ได้เข้ารุกรานนครรัฐต่างๆในแถบคาบสมุทรบอลข่านและแนวชายฝั่งทะเลอีเจี้ยนตะวันออก (Aegean sea) ในฝั่งเอเชีย อันเป็นขอบเขตอารยธรรมกรีซโบราณด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากพวกไซเธียนมีค่านิยมหรือธรรมเนียมทางสังคมที่แตกต่างจากพวกกรีก ตรงที่พวกผู้หญิงสามารถฝึกอาวุธและขี่ม้าได้เหมือนผู้ชาย เพื่อที่พวกหล่อนจะได้ทำหน้าที่ปกป้องครอบครัวในขณะที่พวกผู้ชายออกไปรบหรือปล้นสะดม หรือหากมีศึกมาย่ำเยือนเผ่าของตนแล้ว พวกเธอก็พร้อมที่จะจับอาวุธลุกขึ้นสู่เคียงข้างกับพวกผู้ชายได้ด้วยเช่นกัน จึงทำให้ชาวกรีกที่มีค่านิยมในสังคมปิตาธิปไตยหรือสังคมที่ชายเป็นใหญ่ต้องตกตะลึงกับความห้าวหาญของนักรบหญิงไซเธียนเป็นอันมาก และด้วยความคล่องแคล่วในการยิงธนูบนหลังม้าของนักรบหญิงเหล่านี้ด้วยแล้ว จึงทำให้ชาวกรีกในยุคหลังขนานนามนักรบหญิงเผ่าไซเธียนเป็นการจำเพาะว่า “อะเมโซเนีย” (Amazonia) อันมาจากภาษากรีกที่ว่า “อะเมโซส” (A-mazos) อันแปลว่า “ไม่มีเต้า” (without breast) นั่นล่ะครับ
ดังนั้น คำว่าอะเมโซเนียหรืออะเมซอนแต่เดิมจึงมีความว่า “อีไม่มีนม” หรือ “อีนมกุด” เพราะพวกกรีกพานเข้าใจไปว่าการที่ผู้หญิงไซเธียนยิงธนูได้คล่องขนาดนั้น สงสัยจะเป็นเพราะพวกหล่อนคงจะเฉือนเต้านมทิ้งไปเพื่อให้สะดวกต่อการน้าวสายยิงธนูนั่นเอง – ว่าเข้าไปนั่น
นอกจากความห้าวหาญชาญศึกแล้ว นักรบหญิงไซเธียนยังสามารถสักลาย (Tattoo) ได้เหมือนกับนักรบชายทุกอย่างอีกต่างหาก จึงยิ่งทำให้พวกกรีกมองกองกำลังนักรบหญิงเหล่านี้ว่าเป็นชนชาติวิปริต จนถึงขั้นมีการตบแต่งเรื่องราวไปว่าพวกเธอเป็นกองกำลังหญิงรักร่วมเพศ (Lesbians) ที่บ้าคลั่งในการทำศึกสงคราม และพวกเธอมักจะยกทัพไปปล้นสะดมเพื่อจับเชลยเป็นผู้ชายให้มาเป็นข้ารับใช้ในกระโจมและเป็นทาสกามเพื่อทำให้เธอตั้งครรภ์เท่านั้น หาได้มีความรักแบบหญิงชายที่แท้จริงไม่ และถ้าหากพวกหล่อนตั้งครรภ์และได้ให้กำเนิดลูกสาวขึ้นมาแล้ว พวกหล่อนจะเอาลูกไปเลี้ยงเองโดยมิให้ผู้เป็นพ่อได้แตะต้อง แต่ถ้าเกิดมาเป็นชายก็ได้ชะตากรรมเดียวกับผู้เป็นพ่อคือเป็นเพียงคนรับใช้ในเผ่าเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม ไอ้แนวคิดแนวคิดสังคมสตรีนิยมแบบสุดโต่งของนักรบหญิงไซเธียนนี้ ก็เป็นเพียงตำนานที่พวกกรีกตบแต่งใส่ไคล้ขึ้นมาเพื่อจงใจสร้างภาพสังคมคู่ขนานระหว่างสังคมปิตาธิปไตยของตนเท่านั้น แต่เรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเหยียดหยามที่แฝงด้วยความหวาดกลัวของชาวกรีกที่มีต่อพวกอนารยชนบนหลังม้าจากดินแดนทางเหนืออยู่ดีนั่นล่ะครับ และด้วยความเชื่อนี้ก็สืบต่อมาจนถึงยุคทีชาวยุโรปเริ่มค้นพบโลกใหม่ในทวีปอเมริกาเหนือและใต้ด้วยเช่นกัน เพราะครั้นเมื่อพวกสเปนนำกำลังเข้าไปบุกเบิกดินแดนในป่าอะเมซอนในช่วงศตวรรษที่ 16 แล้ว นักสำรวจชาวสเปนนามว่า “ฟรานซิสโก เดอ โอเรลลาน่า ” (Francisco de Orellana) ได้เผชิญหน้ากับการต่อต้านของชนเผ่าพื้นเมืองทั้งชายหญิงอย่างดุดัน เหมือนกับที่พวกกรีกเคยเผชิญหน้ากับพวกไซเธียนทั้งชายหญิงในอดีตมาแล้ว พวกสเปนจึงได้ตั้งชื่อผืนป่าแห่งนี้ตามนามของนักรบหญิงอะเมซอนในอดีตไปด้วยนั่นเอง
เรื่องมันก็เป็นฉะนี้แล – เอวัง
เรื่องโดย..ภาสพันธ์ ปานสีดา
ที่มา
– https://en.wikipedia.org/wiki/Amazons
– http://our-russia.com/1466750716/expedition-kyzyl-%E2%80%93-kuragino-lost-tribes-and-origins
– https://www.nationalgeographic.com/news/2014/10/141029-amazons-scythians-hunger-games-herodotus-ice-princess-tattoo-cannabis/






