ภาพด้านบนเป็น ภาพนี้เป็นจิตรกรรมรูปเหตุการณ์สุลต่านมาหมุตแห่งกัซนีกำลังทรงรับฟังเฟอร์โดวซี (Ferdowsi) กวีเอกชาวเปอร์เซียพรรณา “มหากาพย์ราชันย์” (Shahnameh) ซึ่งเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของโลกเปอร์เซียก่อนหน้ายุคศาสนาอิสลาม – ผลงานของศิลปินชาวอาร์เมเนียนนามว่า Vardges Sureniants
มีข้อสงสัยอยู่ถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมเปอร์เซียในเอเชียกลาง ไปจนถึงการแบ่งขั้วภาษาในอารยธรรมมุสลิมที่แบ่งเป็นฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เหมือนกับจักรวรรดิโรมันด้วยเหมือนกัน
หากใครที่พอมีภูมิรู้ด้านประวัติศาสตร์โรมันก็จะรู้อยู่ว่า แม้จักรวรรดิโรมันจะมีภาษาละตินเป็นภาษาราชการหลักของจักรวรรดิ แต่ในดินแดนจักรวรรดิฝั่งตะวันออก (ใช้ทะเลเอเดรียติคเป็นตัวแบ่งกั้น) นั้นก็นิยมใช้ภาษากรีกเป็นภาษาราชการควบคู่ไปกับภาษาละติน จวบจนกระทั่งมาถึงของจักรพรรดิเฮราคลีอุสแห่งโรมันตะวันออกนั้นเองที่ทำให้ภาษากรีกกลายเป็นภาษาราชการเพียงหนึ่งเดียวของจักรวรรดิตะวันออกไปในที่สุดนั้นล่ะครับ
ส่วนทางด้านจักรวรรดิมุสลิมนั้นก็มีพฤติการณ์ที่คล้ายคลึงกันด้วยเช่นกัน เพราะจักรวรรดิมุสลิมอาหรับได้แผ่ขยายดินแดนและหลักคำสอนไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าศาสนาหรืออาณาจักรใดๆในโลก โดยอำนาจแห่งศาสนาอิสลามได้ปกครองดินแดนที่ราบสูงแห่งเอเชียกลางไปจนถึงแหลมไอบีเรียในสเปน และครอบครองทั้งเอเชียตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเอาไว้ได้ทั้งหมด จนนับได้ว่าจักรวรรดิมุสลิมอาหรับเป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจที่สุดของโลกยุคโบราณก็ว่าได้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรากฐานการปกครองของจักรวรรดิอาหรับก็มีมาจากอารยธรรมเปอร์เซียเป็นสำคัญ จึงทำให้แม้ว่าราชสำนักมุสลิมจะใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ (ทั้งในด้านการปกครองและศาสนา) แต่ภาษาเปอร์เซียก็ยังคงเป็นที่นิยมอย่างสูงมากในจักรวรรดิอาหรับทางตะวันออกเช่นกัน โดยเฉพาะในดินแดนอิหร่านไปเรื่อยไปจนถึงที่ราบสูงในเอเชียกลางโน้นทีเดียว
เพราะเหตุนี้ จักรวรรดิมุสลิมจึงถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ววัฒนธรรมอย่างกลายๆมาตั้งแต่ต้นแล้ว โดยจักรวรรดิฟากตะวันตกอันมีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่ดามัสกัส อเล็กซานเดรีย ไคโร และแบกแดดจะใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการหลัก ในขณะที่จักรวรรดิฟากตะวันออกอันมีศูนย์กลางความเจริญที่เก่าแก่มานับพันปีอยู่ที่คูฟา เฮรัต บุคาราห์ และซามาร์คันต์กลับยังคงใช้ภาษาเปอร์เซียควบคู่กับภาษาอาหรับ เหมือนกับที่จักรวรรดิโรมันนิยมใช้ภาษาละตินและกรีกควบคู่กันดังที่ผมกล่าวในข้างต้นนั่นล่ะครับ
กระนั้น ครั้นเมื่อเหล่าขุนศึกชาวเติร์กในเอเชียกลางต่างหันมาเข้ารีตอิสลามนิกายซุนหนี่และสถาปนาอาณาจักรของตนเองในเอเชียกลางและบางส่วนของอิหร่านแล้ว บรรดาราชวงศ์มุสลิมเหล่านี้จึงนิยมอ่านและเขียนด้วยภาษาเปอร์เซียเสียยิ่งกว่าภาษาอาหรับ ซึ่งขอให้สังเกตบรรดาชื่อและตำแหน่งของกษัตริย์และขุนศึกมุสลิมเติร์กจะใช้ภาษาเปอร์เซียอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น
– “มาห์มุตแห่งกัซนี” (Malik Mahmud of Ghazni) ขุนศึกเชื้อสายเติร์กผู้พิชิตอินเดียในศตวรรษที่ ๑๑ ก็ใช้ตำแหน่งเจ้าผู้ครองแคว้นอย่างอาหรับคือ “อามีร์” (Amir) มาก่อน จากนั้นเมื่อพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ก็ทรงใช้พระยศอย่างเติร์กคือ “สุลต่าน” (Sultan) โดยที่ยังทรงใช้พระนามว่า “มาห์มุต” (Mahmud) อันเป็นพระนามอย่างมูฮัมหมัดในภาษาเปอร์เซียนั้นเอง
– “มูฮัมหมัด ชาห์” (Muhammad Shah) จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ควาเรซม์ (Khwaresmian Empire) ก็ทรงใช้พระนามอย่างอาหรับควบคู่กับพระยศกษัตริย์อย่างเปอร์เซีย เพราะคำว่า “ชาห์” (Shah) ซึ่งเป็นตำแหน่งกษัตริย์ของพวกเปอร์เซียมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้าศาสนาอิสลามแล้ว
– เหล่าจักรพรรดิแห่งราชวงศ์มูฆัล (โมกุล – Mughal) ที่เป็นเชื้อสายมองโกลเติร์ก (Turco – mongol) นั้นก็ใช้นามราชวงศ์ในภาษาเปอร์เซีย เพราะคำว่ามูฆัลนั้นมาจากคำว่า “โมกุล” (Mogul) ในภาษาเปอร์เซียที่แปลว่ามองโกล และบรรดาจักรพรรดิในราชวงศ์นี้ก็ล้วนแต่ใช้พระนามแบบเปอร์เซีย ยกตัวอย่างเช่น “จาฮันกีร์” (Jahangir) และ “ชาห์จาฮัน” (Shah – Jahan) นั้นเอง
นอกจากความนิยมในภาษาเปอร์เซียจะปรากฏโดยทั่วไปในอิหร่านและเอเชียกลางแล้ว อิทธิพลของภาษาเปอร์เซียก็แพร่หลายไปตามเส้นทางการเดินเรือของโลกมุสลิมฝั่งตะวันออกเช่นเดียวกัน เพราะปรากฏหลักฐานว่าบรรดารายา สุลต่าน และนักรบมุสลิมในแถบอุษาคเนย์นี้ก็มักจะใช้ชื่ออย่างเปอร์เซียด้วยเหมือนกัน อย่างเช่น “สุลต่าน มันซูร ชาห์” (Sultan Mansur Shah) แห่งอาณาจักรปาตานีนั้นก็ทรงใช้สร้อยพระนามว่าชาห์อย่างเปอร์เซียด้วยเช่นกัน และชื่ออย่างเปอร์เซียที่นิยมกันมากที่สุดในมาเลเซียทุกวันนี้ก็คือ “อิสคันดาร์” (Iskhandar) หรือ “สิคันดาร์” (Sikandar) นั้นก็ล้วนแต่เป็นพระนามของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ฯในภาษาเปอร์เซียที่นิยมใช้กันในหมู่นักรบมุสลิมเอเชียกลางเรื่อยมาจนถึงมาเลเซียในปัจจุบันอีกนั้นเอง
เรื่องโดย..ภาสพันธ์ ปานสีดา
ปล.เรื่องนี้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมจะไม่พยายามพาดพิงไปถึงด้านศาสนาโดยไม่จำเป็นอย่างเด็ดขาด









