เปิดสนามอย่างสุดมันส์เร้าระทึกกับศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล2019-2020 พร้อมกับชัยชนะของเหล่าบรรดาทีมเต็งแชมป์ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ สเปอร์ส ซึ่งล้วนแล้วแต่ไล่ถล่มคู่แข่งแบบโชว์ชั้นคลาสที่เหนือกว่า และในแมตท์เปิดฤดูกาลนี้แฟนบอลยังได้สัมผัสกับกฎกติกาใหม่ๆรวมทั้งเทคโนโลยี VAR ที่ได้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกบนเกาะอังกฤษ
ที่สำคัญคือแม้อังกฤษจะเป็นประเทศใหญ่ประเทศใหม่ที่เพิ่งนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ทีหลังเขา แต่พรีเมียร์ลีกกลับทำได้ดีชนิดเนียนกว่าประเทศที่ใช้เทคโนโลยี VAR มาก่อนหน้า
สำหรับสัปดาห์นี้ ไฮไลท์สำคัญของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019/2020 คือเกมบิ๊กแมตช์ที่ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคิวเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ดวลเดือดกับ “สิงห์สําอาง” เชลซี ในวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคมนี้ เวลา 22.30 น.

ก่อนเปิดฤดูกาลมีเรื่องให้ยุ่งเหยิงนิดหน่อยสำหรับ”ปีศาจแดง” ที่ได้ขายศูนย์หน้าอย่าง โรเมลู ลูกากู ออกไปจากทีม แต่ทีมกลับไม่ได้เสริมศูนย์หน้าเข้ามาแทนที่จนเกิดความไม่พอใจของเหล่าบรรดาแฟนๆและแคมเปญไล่ เอ็ด วูด เวิร์ด ซีอีโอ ของทีมก็กลับมาอีกครั้ง
วันนี้ สาวก “เร้ด อาร์มี่” ตั้งหน้าตารอที่จะได้เห็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังคนใหม่ในยูนิฟอร์ม “ปีศาจแดง” ซึ่งกุนซืออย่างโอเล่ กุนนาร์ โซลชา พร้อมที่จะส่งเจ้าของสถิติกองหลังค่าตัวแพงที่สุดลงสนามประเดิมนัดนี้ รวมไปถึงดาวเตะอย่างแอรอน วาน-บิสซากาแบ็กขวาป้ายแดงก็พร้อมลงสนามเป็นตัวจริงเช่นกัน ส่วนในรายของขุมกำลังหลักอื่นๆฟิตพร้อม100%พร้อมลงสนาม

ด้าน”สิงห์บลูส์” ยุคใหม่ภายใต้การนำทัพของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมผู้เป็นตำนานของสโมสร โดยทีมของเขาต้องพบกับปัญหาหลักไม่สามารถเสริมตัวผู้เล่นได้หลังจากติดโทษแบนจากการทำผิดกฎ และยังเสียสตาร์หมายเลขหนึ่งของทีมอย่างเอเดน อาซาร์ไปให้กับเรอัล มาดริด และ เสียดาวิด ลุยซ์ ไปให้อาร์เซน่อล ยังดีที่ก่อนหน้าจะถูกแบนจากตลาดซื้อขายยังได้คว้าตัวคริสเตียน พูลิซิช มาจาก ดอร์ทมุนด์
เชลซีมีปัญหาหาเหลือเกินสำหรับฤดูกาลนี้โดย แฟร้งค์ แลมพาร์ด คงต้องเข้ามากระตุ้นลูกทีมอย่างหนักและต้องทำให้ทีมรวมใจเป็นหนึ่งให้ได้ เพราะถึงแม้จะเสียผู้เล่นดีๆไปแต่ที่มีอยู่ก็ไม่ใช่นักเตะโนเนมทั้งยังเป็นพวกระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น เอ็นโกโล ก็องเต้ เปโดร วิลเลี่ยน จอร์จินโญ่ หรือแข้งใหม่อย่าง คริสเตียน พูลิซิช ที่วันนี้พร้อมลงสนาม ซึ่งถ้าแลมพาร์ดปรับจูนลงตัววันนี้มีลุ้นถึง3คะเเนน

สรุปสถานการณ์
ฤดูกาลนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของทั้งสองกุนซือที่จะมาพบกันในวันนี้ ซึ่งผลการแข่งขันอาจจะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางของฤดูกาลทั้งหมดได้ เรียกได้ว่านัดนี้เป็นศึกแย่งท็อปโฟร์อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อดูจากสภาพทั้งสองทีมที่ดูอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวทั้งคู่เพื่อให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง แต่ในฐานะเจ้าบ้านเสียงเชียร์กว่า 70,000 คนจะทำให้เเมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เปรียบและมีโอกาสที่จะคว้าชัยเหนือเชลซีที่ไร้สตาร์เบอร์หนึ่งของทีมมากกว่าเล็กน้อย
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 เชลซี









