กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนเจ้าพระยายังรับได้ ส่วนเขื่อนแก่งกระจานยังน้ำล้น แจงเตือนไปยังจังหวัดเพชรบุรีแล้ว ขณะที่เขื่อนขุนด่านฯน้ำ82%ของความจุดเร่งระบาย อิทธิพล พายุโซนร้อน “เบบินคา” ส่งผลให้ฝนหนักในหลายพื้นที่
“ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล” รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง หลังกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเกี่ยวกับ พายุโซนร้อน “เบบินคา” (BEBINCA) โดยส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ และอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำสำคัญๆ ของประเทศ โดยสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ปัจจุบัน(16 ส.ค. 61) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 53,505 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 70 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 29,584 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรองรับน้ำได้อีก 22,548 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 14,702 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯรวมกัน และมีปริมาณน้ำใช้การได้ 8,006 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ทั้ง 4 เขื่อนยังสามารถรองรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 10,169 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี (16 ส.ค. 61) มีปริมาณน้ำ 732 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 103 ของความจุอ่างฯ มีน้ำไหลลงอ่างฯวันละ 20.76 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากมีฝนตกหนัก อาจจะส่งผลกระทบที่ลุ่มต่ำบางแห่งได้ จึงได้รายงานสถานการณ์น้ำให้ทางกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบุรีทราบ เพื่อให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีทั้ง 2 ฝั่งทราบ และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่อไปแล้ว

และสำหรับเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ปัจจุบัน(16 ส.ค. 61) มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 185 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 82 ของความจุอ่างฯ เร่งระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ทั้งนี้ ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ตอนบนบริเวณเขาเขียว ส่งผลให้มีน้ำไหลลงอ่างฯวันละประมาณ 10 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่มีการระบายน้ำวันละประมาณ 3 ล้าน ลบ.ม. ยังไม่ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งแต่อย่างใดและระดับน้ำมีแนวโน้มเริ่มลดลงแล้ว

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนขุนด่านปราการชล ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมที่เหมาะสม ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ ยังได้รายงานสถานการณ์น้ำให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมที่จะบริหารจัดการน้ำ โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนหรือกระทบให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดด้วย
ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มข่าว









