ยูบีเอ็ม จับมือภาครัฐ – เอกชน จัดงานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติด้านพลังงานทดแทน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ใหญ่สุดในอาเซียน รับมือ พลังงาน “ ขาขึ้น ” “ASEAN Sustainable Energy Week 2018” (ASE2018) อย่างยิ่งใหญ่ ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนครบวงจรของภูมิภาค
“ASEAN Sustainable Energy Week 2018” หรือ ASE2018 เป็นงานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติด้านพลังงานทดแทน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและยานยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จัดต่อเนื่องมายาวนานกว่า 20 ปี โดย บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงคมนาคม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. หรือ EGAT) หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (JGSEE) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก ภายใต้แนวคิด “ ก้าวสู่พลังงานทางเลือกอนาคต ยานยนต์ไฟฟ้า –สมาร์ทกริด-สมาร์ทซิตี้ “ โดยงานนี้ถือเป็นงานสำคัญในการจัดประชุมสัมมนาด้านพลังงานทดแทนและแสดงนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนระดับนานาชาติ เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานทดแทนของไทยในภูมิภาคอาเซียน โดยจัดพร้อมกับ งาน Electric Vehicle Asia 2018, iEVTech 2018, Boilex Asia 2018 และ Pump and Valves Asia 2018 งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ งานแสดงเทคโนโลยีเฉพาะทางระดับภูมิภาคด้านหม้อไอน้ำ ภาชนะรับความดัน ปั๊ม วาล์ว ท่อ และข้อต่อ โดยมี ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ“Thailand’s Energy Future” โดยการจัดงานจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 6 – 9 มิถุนายน นี้ ที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของทุกประเทศในอาเซียน บางประเทศขยายแนวคิดเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานออกกไป สำหรับประเทศส่วนใหญ่รวมทั้งประเทศไทยได้ขยายการใช้พลังงานอย่างมีนัยสำคัญเป็นศูนย์กลางของอาเซียนรวมทั้งก๊าซและพลังงานชีวภาพ
สำหรับประเทศไทย เราเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการพัฒนาพลังงาน ด้วยการผสมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ละการเข้าถึงตลาด เราสามารถภูมิใจได้ว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาด้านพลังงานทางเลือก แม้ราคาพลังงานของเราไม่ได้ต่ำที่สุดอย่างประเทศอื่นๆ แต่มันก็อยู่ในระดับที่เราสามารถนำไปพัฒนาประเทศ ทั้งเรื่อง เสริมสร้าง สวัสดิการ พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ บ้านเมือง และทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท ซึ่งเราเข้าใจตรงกันว่าการเข้าถึงพลังงานที่ทันสมัยและพลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงที่สะอาดเป็นพื้นฐานสำคัญในการเผชิญกัความท้าทายในโลกปัจจุบัน ทั้งในเรื่องปัญหาความยากจน ความมั่นคงทางด้านอาหาร ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำสะอาดและบ้านเรือนรวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นส่วนใหญ่มาจากการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล ทั้งนี้หน่วยงานด้านพลังงานระหว่างประเทศคาดว่าความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 37 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2040 ซึ่งวาระการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้แนะนำว่าการจะเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน เราจำเป็นต้องทำ ดังนี้ 1. เราจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงบริการด้านพลังงานที่ทันสมัยและราคาไม่แพงและเชื่อถือได้ 2. เราจำเป็นต้องเพิ่มส่วนแบ่งของพลังงานหมุนเวียนในพลังงานโลกอย่างมาก 3. เราจำเป็นต้องเพิ่มอัตราการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสองเท่า 4.เราต้องกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการวิจัยและเทคโนโลยีด้านพลังงานที่สะอาด รวมถึงพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพการใช้พลังงานรวมทั้งการพัฒนาพลังงานเทคโนโลยีเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดและส่งเสริมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และสุดท้ายคือการขยายโครงสร้างพื้นฐานและดำเนินการด้านเทคโนโลยีเพื่อจัดหาบริการด้านพลังงานที่ยั่งยืนอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานในประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและการใช้แหล่งพลังงานทดแทนและทดแทน ดังนั้นเราจึงวางแผนที่จะเพิ่มปริมาณอุปทานให้กับการจัดหาพลังงานหมุนเวียนของเราให้ได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเน้นไปที่เป็นเชื้อเพลิงโดยชีวมวลและก๊าซชีวภาพ เรากำลังมองหาเพื่อให้เกิดโรงงานผลิตชีวภาพมากกว่า 3,000 เมกะวัตต์

บริษัทพลังงานแห่งชาติของเรากำลังทำงานร่วมกับกลุ่มบริษัทปูนซิเมนต์ไทยเพื่อนำแนวคิดเรื่องการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ เรามีเป้าหมายในการผลิตพลังงานทดแทนจากพลังงานหมุนเวียนถึงสัดส่วนร้อยละ 30 และเรายังหวังที่จะที่รายได้และลดต้นทุนด้านพลังงานไปควบคู่กัน ความสำเร็จนี้จะทำให้มั่นใจได้ว่าเราบรรลุพันธกรณีในการมีส่วนร่วมในรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การมีส่วนร่วมของเราไม่เพียงแต่ให้ความยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศของโลกเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบของเศรษฐกิจและเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ประเทศไทยไม่หยุดยั้งในเรื่องนี้เรากำลังมุ่งพัฒนาไปสู่การพัฒนาด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกระทรวงพลังงานกำลังจัดทำกรอบการทำงานที่จะช่วยให้แต่ละครัวเรือนสามารถมีส่วนร่วมในตลาดพลังงานโดยการผลิตพลังงานทดแทนซึ่งเป็นรูปแบบพลังงานแสงอาทิตย์บนชั้นดาดฟ้าของพวกเขาสำหรับการใช้และหากเหลือก็สามารถขายได้ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยมีเครือข่ายพลังงานที่เข้มแข็งและมั่นคงและทำให้เราลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลที่นำเข้าน้อยลงและบรรลุเป้าหมายสู่การใช้พลังงานที่ยั่งยืนได้

ด้านนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนประเทศไปสู่ยุคพลังงานไทย 4.0 ซึ่งนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศไทยช่วยให้โครงการขนาดเล็กสามารถเติบโตได้พร้อมทั้งยังช่วยดึงดูดการลงทุนให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ASEAN Sustainable Energy Week 2018 จึงเป็นงานที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสนใจทั้งระดับผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายในอุตสาหกรรมพลังงานทั่วภูมิภาค การจัดงานนี้จะมีบทบาทสำคัญภายใต้นโยบาย พลังงานไทย 4.0
ASEAN Sustainable Energy Week 2018 จัดร่วมกับงาน Renewable Energy Asia, Energy Efficiency Asia, Entech Pollutech Asia, Electric Vehicles Asia, iEVTech, Boilex Asia และ Pumps & Valves Asia 2018 ซึ่งถือเป็นงานสำคัญในการจัดประชุมสัมมนาด้านพลังงานทดแทน และแสดงนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนระดับนานาชาติที่รวมเทคโนโลยีกว่า 1,200 แบรนด์ จาก 45 ประเทศ ที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ภายในงานจะมีการแสดงเทคโนโลยีด้านพลังงาน ในรูปแบบพาวิลเลียนขนาดใหญ่จากประเทศต่าง ๆ อาทิ เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ และ สิงคโปร์

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ให้ความสนใจในความก้าวหน้าของนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่คาดการณ์ว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า จะเปิดบันทึกหน้าใหม่ของแวดวงยานยนต์ จึงเป็นโอกาสดีที่ทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้รถจะได้โอกาสศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ไปพร้อมๆกัน ภายในงาน Electric Vehicle Asia 2018, iEVTech2018 โดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยนอกจากนี้ยังจัดให้มีการประชุมนานาชาติ International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition iEVTech2018 & Electric Vechicle Expo Asia-Pacific หรือ ITEC Asia-Pacific 2018 พร้อมเชื่อมโยงทุกโอกาส เติมเต็มองค์ความรู้ในทุกมิติของยานยนต์ไฟฟ้า อีกด้วย
ASEAN Sustainable Energy Week 2018 งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านพลังงานทดแทน การใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จัดขึ้นในระหว่างวันพุธที่ 6 ถึงวันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา









