“การประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 5 ประจำปี 2561” จัดโดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กรมการข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “งานวิจัยข้าวไทย สู่ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อนำเสนอผลงานการพัฒนาข้าวไทยด้วยงานวิจัย งานนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการแปรรูปข้าวแบบครบวงจรตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ข้าวของไทย และรักษาความเป็นผู้นำการค้าข้าวในตลาดโลก ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรม เซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ภายในงานจัดการบรรยายการพิเศษเรื่อง “ข้าวไทยทำไมต้อง Thailand 4.0” ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บรรยายท่านแรก ได้หยิบยกพระราชดำรัชของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยมีพระราชดำรัสว่า “ประเทศของเรามั่งคั่งและเป็นจุดยุทธศาสตร์” จากพระราชดำรัสนี้หมายถึงประเทศของเรามีทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะดิน น้ำ สมบูรณ์ สามารถทำการเกษตรได้ดี โดยเฉพาะการทำนาปลูกข้าว ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในการส่งออกข้าว นำรายได้เข้าประเทศมาโดยตลอด แต่ทั้งนี้เราไม่สามารถนิ่งนอนใจในการเป็นผู้นำส่งออกข้าวของเราได้อีกต่อไปด้วยมีคู่แข่งที่น่าจับตาอย่าง ประเทศเวียดนาม สามารถตีตลาดข้าวไทยได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเราต้องหันกลับมาดูตัวเองก่อนว่าจะทำอย่างไรให้ข้าวไทยมีอนาคตที่สดใส
การนำศาสตร์พระราชา คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา หรือ เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการผลักดันข้าวไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงทำการศึกษาวิจัยไว้อย่างครบถ้วน อยู่ที่ว่าเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการนำมาใช้หรือไม่ เพราะเท่าที่เห็นในปัจจุบันเราสนับสนุนส่งเสริมชาวนาให้ปลูกข้าว แต่ขาดความเข้าใจ เข้าถึง ดร.วิวัฒน์ ได้ยกตัวอย่างถึงพันธุ์ข้าวไทยว่า พันธุ์ข้าวไทยมีนับหมื่นสายพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีชื่อเรียกตามถิ่นกำเนิด แต่ปัจจุบันชื่อพันธุ์ข้าวกลายเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์หรือเป็นชื่อที่ตั้งใหม่ ความสำคัญคือ ชื่อพันธุ์ข้าวตามถิ่นกำเนิดนั้นช่วยให้เรารู้ลักษณะ หรือ อัตลักษณ์เฉพาะของข้าวสายพันธุ์นั้นๆ เช่น ควรปลูกที่ใด ปลูกอย่างไร ดินปลูกข้าวต้องเป็นอย่างไร ต้องการน้ำเท่าไหร่ อันนี้คือความเข้าใจที่ขาดหายไป มีการส่งเสริมชาวนาให้ปลูกข้าวสายพันธุ์ที่หลากหลายแต่ไม่ถูกกับสภาพภูมิศาสตร์ ผลผลิตที่ได้ก็ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ เป็นต้น

ในส่วนการตลาด เรามักจะมองไปที่การปลูกข้าวเพื่อการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งขัดกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่เราควรจะปลูกข้าวให้พอกินครอบครัวก่อน เขยิบไปถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนในชุมชน เมื่อเหลือจึงมองไปที่อุตสาหกรรม รวมถึงตลาดใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของอุปสงค์อุปทาน คือเรายังขาดเรื่องการวางแผนการผลิต ไม่ค่อยรู้ว่าจะผลิตข้าว เผื่อใคร เผื่ออะไร ที่จะตรงตามความต้องการของตลาด

สรุปคือทิศทางข้าวไทยควรต้องมองมุมใหม่ ไม่ว่าจะเรื่องของอุปสงค์ อุปทาน มาตรฐานการผลิต ต้องมีข้อมูลที่ดีพอ มีการวางแผนการจัดการในทุกส่วนอย่างรัดกุม และมีการนำกระบวนการวิจัยเข้ามาช่วยยกระดับเพื่อสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง









