เมื่อไทยท้าแข่งสิงคโปร์!! ชิงเบอร์ 1 ศูนย์กลาง START-UP

ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลไทยประกาศท้าชิง ความเป็นฮับสตาร์ทอัพ รองนายกฯ สมคิด มั่นใจ ไทยคือศูนย์กลางเชื่อม One Belt One Road เผยในปัจจุบันมีเอสเอ็มอีกว่า 3 ล้านราย หรือกว่า 97.7%ของวิสาหกิจทั่วประเทศ

Advertisement

ประกาศกันกลางเวที เปิดงาน “SME Transform” ที่เมืองทองธานี ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง นโยบายของรัฐบาล ที่ประกาศ ผลักดันให้ไทยเป็นฮับสตาร์ทอัพ (HUB START-UP) แข่งกับประเทศสิงคโปร์ เพราะขณะนี้ค่อนข้างมั่นใจในศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า เพื่อให้ทั้งเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้รับประโยชน์ จากนโยบาย One Belt One Road เชื่อมการคมนาคมขนส่งของจีนมายังตอนใต้ และนโยบายเชื่อมเศรษฐกิจของญี่ปุ่น อินเดียและออสเตรเลีย สองนโยบายดังกล่าวล้วนแต่มีไทยเป็นศูนย์กลาง จึงเป็นโอกาสของธุรกิจไทย ด้วยการใช้ความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องเร่งทำสิ่งเหล่านี้ให้มีความคืบหน้าในช่วงเวลาก่อนที่ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง

ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีเอสเอ็มอีจำนวนกว่า 3 ล้านราย คิดเป็น 99.7 % ของจำนวนวิสาหกิจทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 10 ล้านคน นับเป็นห่วงโซ่การผลิตและเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่แท้จริง รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายสร้าง “เศรษฐกิจบนฐานผู้ประกอบการ” เพื่อให้เอ็สเอ็มอีเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจไทย แทนการพึ่งพาเศรษฐกิจจากบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย ดังนั้นการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ต้องเน้นพัฒนาเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ให้เป็นพื้นฐานหลัก โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายดันจีพีเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 36% เพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2564 โดยจะเน้นให้เข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินมากขึ้น ซึ่งสถาบันการเงินจะต้องปรับปรุงระบบ Bg Data กับหน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งหมด เพื่อให้สามารถวิเคราะห์การให้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น